
เจรจาเสรีการค้าอย่างรอบคอบไม่ทำให้ตกขบวน
ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม World Economic Forum on East Asia ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.1 มิ.ย.นี้ กลุ่ม FTA Watch เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะพิจารณาเปิดต้อนรับนักลงทุนที่มีคุณภาพและการลงทุน ซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่แท้จริงอย่างยั่งยืนใน 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา
ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดการประชุม World Economic Forum on East Asia ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.1 มิ.ย.นี้ กลุ่ม FTA Watch เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะพิจารณาเปิดต้อนรับนักลงทุนที่มีคุณภาพและการลงทุน ซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาที่แท้จริงอย่างยั่งยืนใน 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา
จะเห็นได้ว่าในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แม้ระบบเศรษฐกิจของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะ เป็นญี่ปุ่น สหรัฐ หรือยุโรป จะเกิดภาวะถดถอยอย่างรุนแรง แต่ความพยายามในการครอบงำและตักตวงผลประโยชน์จากประเทศกำลังพัฒนาผ่านการทำความตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA มิได้เบาบางลงแต่อย่างใด
ญี่ปุ่นใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (EPA) เป็นกลไกสำคัญในการขจัดข้อจำกัดด้านศุลกากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อแปลงพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่ทิ้งขยะพิษอุตสาหกรรม
สำหรับสหภาพยุโรป แม้จะระงับการเจรจากับ ASEAN ไป เนื่องจากมีความคืบหน้าช้ามาก ก็ได้เร่งเจรจาทวิภาคีกับหลายประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเวียดนาม โดยมีประเทศไทยเป็นเป้าหมายสำคัญต่อไป
ทางด้านสหรัฐเองได้มีการใช้การเจรจา ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPPA) เป็นเครื่องมือสำคัญในการหันกลับมาจับจองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก พร้อมไปกับการถ่วงดุลอำนาจของจีน
ขณะเดียวกันจีนก็ใช้ทุนมหาศาลที่ตนมีอยู่มาทุ่มในเกมการลงทุนเพื่อขยายอิทธิพลทางการค้าและสร้างเสริมอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศนี้ด้วยอย่างแข็งขัน
ขณะที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการบางส่วนอ้างว่า หากประเทศไทยไม่รีบกระโดดเข้าร่วมการเจรจาหรือเปิดเสรีเพื่อรับการลงทุนเหล่านี้ จะทำให้ตกขบวนรถไฟ โดยเสียเปรียบคู่แข่งที่จะสามารถส่งสินค้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ในระดับภาษีที่ต่ำกว่า พร้อมทั้งจะดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นผ่านการให้สิทธิคุ้มครองนักลงทุนต่างชาติ
แต่ข้อเท็จจริงจากความตกลงที่ผ่านมาของไทย ไม่ได้ปรากฏว่าประเทศสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องแลกหรือเสียไปจากการเจรจากลับกลายเป็นต้นทุนที่สูงยิ่ง
ภายใต้มุ่งหน้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และการเจรจาเขตการค้าเสรีที่ประเทศไทยอาจเข้าร่วมเจรจามีประเด็นที่ล่อแหลมและอาจนำมาซึ่งความสูญเสียได้ดังต่อไปนี้
ด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยารักษาโรคข้อเรียกร้องสูงกว่ามาตรฐานความตกลงทริปส์ หรือที่รู้จักกันว่าเป็นทริปส์ พลัส เช่น การให้สิทธิผูกขาดข้อมูลยา การขยายอายุการผูกขาดตลาดยาที่ยาวกว่า 20 ปี และใช้ข้อยืดหยุ่นทริปส์ไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดราคายาที่แพงจนผู้ป่วยเข้าไม่ถึงยา ส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพ
ภาคการเกษตร การเข้ามาแย่งยึดชิงที่ดินและทรัพยากร ซึ่งในปัจจุบันมีปัญหามากอยู่แล้วทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้น และจะนำไปสู่การผูกขาดทรัพยากรทางชีวภาพของไทย
สุขภาพ – สินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ รวมถึงขยะสารพิษอันตราย จะถูกปฏิบัติไม่ต่างจากสินค้าทั่วไปที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายอย่างเสรี แอลกอฮอล์ บุหรี่ รวมถึงขยะสารพิษอันตราย เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสังคมโดยรวม
แรงงาน – มาตรฐานและสิทธิแรงงานต้องถูกลดทอนเพื่อแข่งกันดึงดูดการลงทุนด้วยค่าจ้างถูก และกฎระเบียบคุ้มครองแรงงานที่ต่ำกว่ามาตรฐานและนำไปสู่การละเมิดสิทธิคนงานอย่างกว้างขวาง ต่อต้านสิทธิการรวมตัวและต่อรองของแรงงาน นอกจากนี้จะยิ่งทำให้มีการขยายการเลือกปฏิบัติในส่วนของสภาพการทำงานและสิทธิระหว่างแรงงานมีฝีมือและแรงงานที่ไร้ฝีมือหรือไม่มีทักษะ
ผู้บริโภค ผู้บริโภคมักถูกนำไปเป็นข้ออ้างว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกเสมอ เพราะกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคต่างๆ จะถูกทำให้อ่อนแอ นโยบายสาธารณะต่างๆ ที่อาจไปจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมและกลุ่มทุนต่างๆ จะถูกท้าทายด้วย “กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน” ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อล้มนโยบายสาธารณะหรือทำให้ไทยต้องเสียค่าโง่ดังหลายๆ กรณีที่ผ่านมา
ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่การดำเนินการใดๆ ของรัฐบาลด้านการเจรจาจัดทำความตกลง FTA หรือความตกลงที่นำไปสู่การเปิดเสรีด้านการค้า บริการและการลงทุน ต้องปฏิบัติตามหลักการความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการศึกษาผลกระทบอย่างเป็นกลางและถี่ถ้วน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 190 มีการประเมินผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบอย่างรอบด้าน ทั้งมิติด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ไม่พิจารณาเฉพาะผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจเพียงมิติเดียวดังเช่นที่ผ่านมาโดยต้องกำหนดกรอบการเจรจาอย่างชัดเจน ซึ่งต้องมีการกำหนดประเด็นหรือหัวข้อการเจรจาที่ประเทศไทยจะไม่นำไปแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมอย่างกว้างขวาง เช่น เรื่องการขยายอายุคุ้มครองสิทธิบัตรยา เป็นต้น
ทั้งนี้ ความตกลงใดที่ได้ดำเนินไปแล้ว อาทิ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทยญี่ปุ่น (JTEPA) ขอให้ทบทวนรายการสินค้าภายใต้ความตกลงฯ ฉบับดังกล่าวอีกครั้ง และให้เพิกถอนรายการสินค้าที่เป็นของเสียอันตรายทั้งหมดความตกลงฯ ฉบับนี้







