
ปรับฐานถึงระดับ 1,070–1,100 จุดถึงเดือนหน้า
โดย...จิตรา อทรธรรม
โดย...จิตรา อทรธรรม
ฉบับที่แล้วสัญญาว่าจะเล่าถึงเหตุผลที่ทำไมดิฉันจึงมองการปรับฐานของดัชนีรอบนี้ที่ 1,100 จุด วันนี้จึงมาตามนัดค่ะ แต่คำนวณไปมาพบว่าดัชนีมีโอกาสหลุดต่ำกว่า 1,100 จุด โดยมองไว้ที่ระดับ 1,070 จุดและกินเวลาถึงสิ้นเดือนหน้า โดยอิงกับการตอบรับของตลาดในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก็คือในช่วงต้นเดือน ส.ค. ถึงต้นเดือน ต.ค.ในปีที่ผ่านมา ที่ดัชนีปรับลงมาจากจุดสูงสุด 1,148 จุด ถึงจุดต่ำสุด 843 จุด เป็นการปรับลงมา 305 จุด ใช้เวลา 2 เดือน เกิดจาก 3 เหตุการณ์ คือ 1) ความวิตกว่ากรีซจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจต้องล้มละลายและต้องออกจากยูโรโซน 2) สภาคองเกรสของสหรัฐขยายเพดานหนี้ทันเส้นตายวันที่ 2 ส.ค.ได้อย่างเฉียดฉิว แต่ไม่พ้นถูกสถาบันจัดอันดับ S&P ลดลดอันดับความน่าเชื่อถือลง 1 ขั้นอยู่ดี และ 3) รายงานเศรษฐกิจของจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัว
ทั้ง 3 เหตุการณ์นั้น ประเด็นหนี้กรีซมีน้ำหนักมากที่สุดกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยวันที่ SET Index ร่วงหนักวันละ 30–50 จุด ในวันที่ 22–26 ก.ย. มาจากความวิตกว่ากรีซอาจต้องล้มละลายหากไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ 8,000 ล้านยูโรทันต้นเดือน ต.ค. ความกังวลที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมากำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันเหมือนหนังที่ฉายซ้ำ แต่สิ่งที่ต่างกันคือในปัจจุบันมีเครื่องมือต่างๆ พร้อมกว่าในอดีต มี LTRO (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) ถึง 2 รอบรวมกัน 1.02 ล้านล้านยูโร สภาพคล่องของตลาดเงินดีกว่าในอดีต กองทุนรักษาเสถียรภาพยุโรป EFSF ได้ขยายเงินกองทุนจาก 2.5 แสนล้านยูโรเป็น 4.4 แสนล้านยูโร และมีอำนาจเพิ่มขึ้น (สามารถรับซื้อพันธบัตรของประเทศที่มีปัญหาหนี้ ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศในกลุ่มที่ทำท่าว่าจะเกิดปัญหาทางการเงินได้ทันที เป็นต้น) ดังนั้น ผลกระทบกับตลาดหุ้นจึงไม่ควรรุนแรงเหมือนครั้งที่ผ่านมา หากตั้งสมมติฐานให้ตลาดพักฐานเพียงครึ่งเดียวของครั้งก่อน หรือประมาณ 150 จุด (12%) จากจุดสูงสุดของรอบนี้ที่ 1,248 จุด ดัชนีควรยืนได้ที่ระดับประมาณ 1,100 จุด กรณีเลวร้ายสุดหากดัชนีปรับลงมา 300 จุดเท่ากับครั้งก่อน SET Index จะปรับลงเหลือ 950 จุด ซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น
หากพิจารณาในเชิงของค่า PE Ratio ณ ระดับดัชนี 1,100 จุด คิดเป็น PE 10.7 เท่าสิ้นปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 11 เท่า ดังนั้น ในเชิงของพื้นฐานดัชนีที่ระดับ 1,100 จุด ก็ถือเป็นระดับที่ซื้อเพื่อการลงทุนได้แล้ว แต่หากนักลงทุนยังไม่สบายใจขอต่อราคาอีก หากตั้งสมมติฐานให้ความตกใจของตลาดเท่ากับครั้งที่เพิ่งผ่านมาเมื่อคิดในเชิง PE ดัชนีในรอบนี้อาจร่วงลงไปอยู่ที่ 1,150 จุด ซึ่งดิฉันเห็นว่าอาจจะลึกเกินไป
ภาพในระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางขาขึ้นอย่างน้อยก็จนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะดีขึ้นซึ่งน่าจะกินเวลาอีก 2–3 ปี ดังนั้น การปรับฐานรอบนี้จึงเป็นโอกาสในการลงทุน FSS ยังคงประเมินเป้าหมายดัชนี 1,350 จุดสิ้นปีนี้ บนการคาดการณ์กำไรสุทธิเติบโต 28% อิง PE Target 13 เท่า ทั้งนี้กำไรสุทธิในไตรมาสแรก (+171.8% QQ, +1.6% YY) คิดเป็น 24% ของประมาณการทั้งปีที่เราคาด การเติบโตของ EPS ของเราถือเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย และไม่ใช่เป็นเพียงการฟื้นตัวจากช่วงน้ำท่วม หรือได้ตัวช่วยคืออัตราภาษีเงินได้ที่ลดลงตามมาตรการของรัฐ แต่การเติบโตของ EPS ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็สูงเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย สำหรับปีหน้า FSS คาดว่า EPS จะเติบโต 14% อยู่ในลำดับต้นๆ ของเอเชียเช่นกัน
กลุ่มที่กำไรโตโดดเด่นปีนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ได้แก่ กลุ่มโรงแรม เกษตรและอาหาร โรงพยาบาล ค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ ขณะที่กลุ่มที่กำไรดูด้อยล้วนเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคา Commodity เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง การนำเข้าของจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของสินค้าหลายประเภทลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาว่านักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ หุ้นที่ FSS แนะนำก็อย่างเช่น CPALL CPF TUF DTAC KBANK SIRI ไม่ต้องรีบซื้อในจังหวะที่อ่อนตัวเท่านั้น







