
ธนาคารโลกเตือนไทย ลดนโยบายประชานิยมก่อนวิกฤต
ในรอบสัปดาห์นี้ แวดวงเศรษฐกิจการเงินมองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ แต่ก็ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงวิกฤตการณ์ยุโรป
ในรอบสัปดาห์นี้ แวดวงเศรษฐกิจการเงินมองแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ แต่ก็ต้องระวังปัจจัยเสี่ยงวิกฤตการณ์ยุโรป
กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.5% ภาวะเงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ 3.5% แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญจากวิกฤตในกลุ่มประเทศยุโรป การฟื้นตัวของนิคมอุตสาหกรรมที่ล่าช้ากว่าที่คาด และการเบิกจ่ายในโครงการบริหารจัดการน้ำที่ล่าช้า ที่อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค
ในภาวะเช่นนี้ รัฐบาลก็ควรปรับเปลี่ยนนโยบายต่างๆ เช่น การแจกแท็บเล็ต โครงการพักหนี้ดี เพื่อลดรายจ่ายให้มีเงินนำไปลงทุนได้มากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนของไทยยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ 25% ของรายจ่ายงบประมาณ และต่ำกว่า 5% ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ฉะนั้น ไทยจำเป็นต้องมีช่องว่างทางการคลังไว้รองรับหากปัญ หายุโรปลากยาว หากปล่อยให้มีหนี้สาธารณะสูงในอีก 1-2 ปีจากนี้ จะมีช่องว่างให้กู้เงินได้อีกเพียง 1.15 ล้านล้านบาท เพียงพอรองรับวิกฤตการเงินได้เพียง 1-2 ปีเท่านั้น
ทั้งนี้ เวิลด์แบงก์คาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้จะโต 4.5% ต่ำกว่าที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดไว้ที่ 5.5-6.5% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดไว้ที่ 6%
อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การแสดงความเป็นห่วงของเวิลด์แบงก์อาจจะเป็นเพราะเป็นหน่วยงานนานาชาติบางที่ไม่เข้าใจบางประเทศดีพอ แต่มักทำตัวเป็นพ่อรู้ดี คิดว่าโครงการประชานิยมไม่เหมาะ แต่คนในชุมชนรู้ดี อาทิ นโยบายประชานิยมอย่างโครงการเอสเอ็มแอล หากเข้าใจจะพบว่าเป็นการกระจายอำนาจให้หมู่บ้านและชุมชน 8 หมื่นแห่ง ได้รับรู้และคิดแก้ปัญหาของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณให้สูงเกินกว่าเหตุ จึงขอให้มั่นใจและสบายใจได้ว่าประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง กาดำเนินนโยบายประชานิยมก็จะดูแลอย่างระมัดระวัง
ศก.ไตรมาสแรกโต 0.3% ดีกว่า ธปท.คาด
ทางด้าน สศช. แถลงว่า เศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีนี้ เติบโต 0.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือน ขณะที่คงประมาณการทั้งปี 2555 ว่าจะเติบโต 5.56.5%
ขณะที่ ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. เปิดเผยว่า ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้จะติดลบ 1.7% ถือว่าเป็นการฟื้นที่ค่อนข้างจะ V-shape จากไตรมาสที่แล้วที่มีน้ำท่วม
รัฐบาลยันงบปี 2556 ขาดดุลไม่น่าห่วง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการอภิปรายงบประมาณประจำปี 2556 ซึ่งรัฐบาลจัดทำงบรายจ่ายไว้ในวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ขาดดุล 3 แสนล้านบาท ซึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า การจัดงบประมาณเช่นนี้ไม่ตอบโจทย์ว่าจะสามารถนำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และเมื่อนำยอดขาดดุลไปรวมกับหนี้จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้ภาพรวมหนี้สาธารณะสูงขึ้นมาก
ด้านฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่า ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในระดับปลอดภัย เพราะแม้ว่ารัฐบาลจะทำงบขาดดุลและมีการกู้เงินลงทุนระบบน้ำและจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ 4 แสนล้านบาทก็ตาม แต่รัฐบาลมีการจัดการหนี้ ไม่ใช่กู้อย่างเดียว
คลังแย้มยืดเวลาคืนภาษีรถคันแรก
กิตติรัตน์ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายโครงการคืนเงินรถยนต์คันแรกออกไปอีก จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.ปีนี้ แต่เมื่อสิ้นสุดมาตรการแล้วอาจจะพิจารณาผ่อนผันเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่ผลิตไม่ทันจริงๆ ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ให้เป็นการทั่วไป ถือเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับประชาชน
ปัจจุบันมีผู้ขอใช้สิทธิคืนเงินรถยนต์คันแรกแล้วกว่า 4 หมื่นคัน และอยู่ระหว่างจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอีก 2 แสนคัน จากเป้าหมายขอคืนเงิน 5 แสนคัน หรือรวมเป็นเงินที่ต้องคืนภาษี 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าขอคืนภาษีต้องครอบครองรถไม่ต่ำกว่า 5 ปี
ธปท.ชี้เงินต่างชาติยังไม่ไหลออก
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้เงินทุนต่างชาติยังไม่ได้ไหลออกจากประเทศไทย แม้ว่าต่างชาติจะขายสุทธิในตลาดหุ้นไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท แต่เงินเหล่านี้สลับไปลงทุนซื้อตราสารหนี้แทน เพราะต่างชาติยังลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของไทยน้อยเพียง 10% ของมูลค่าตลาดรวมที่ 7.9 ล้านล้านบาท ดังนั้นต่างชาติยังเลือกถือลงทุนต่อ เพราะยังมั่นใจในเศรษฐกิจไทยอยู่
หุ้นผงกหัวหลังแตะ 1,101
นักลงทุนในตลาดหุ้นยิ้มออกมาหลังจากดัชนีตกต่ำมานาน แต่เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ระหว่างวันลงไปต่ำสุดถึงระดับ 1,101 จุด เมื่อถึงแนวรับสำคัญก็มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงานและธนาคาร ดันให้ดัชนีดีดขึ้นไปปิดที่จุดสูงสุดของวันที่ 1,125 จุด บวก 15.08 จุด หรือ 1.36%
และตลาดยังคงเดินหน้าต่อในวันศุกร์ มาปิดที่ 1,132 จุด เพิ่มขึ้น 7.05 จุด สวนทางกับแรงขายหุ้นของต่างชาติเกือบ 4,000 ล้านบาทในช่วง 2 วันนั้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนนักลงทุนว่าอย่าเพิ่งมั่นใจไล่ซื้อหุ้น เพราะดัชนีหุ้นที่เห็นบวกนั้นเกิดจากการดีดขึ้นทางเทคนิคเท่านั้น ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติยังคงรอขายหุ้นออกมาอีกมาก







