
4โบรกเกอร์ฝรั่งทิ้งหุ้น
ยูบีเอส-ซีเอส-ซีแอลเอส-เอเจพีมอร์แกน/มองหุ้นยังลงแห่ซื้อDWฝั่งขาย
ยูบีเอส-ซีเอส-ซีแอลเอส-เอเจพีมอร์แกน/มองหุ้นยังลงแห่ซื้อDWฝั่งขาย
เปิดโพย 4 โบรกเกอร์ต่างชาติพาเหรดขายหุ้นไทย ยูบีเอส ซีเอส แชมป์ขายมากสุด นักลงทุนยังมองหุ้นขาลงเฮซื้อ DW ฝั่งขายเพียบ
ดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ปรับพอร์ตการลงทุนด้วยการขายเงินลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้น ทองคำ และน้ำมัน หลังทั้งโลกยังกังวลกับการแก้ไขปัญหาหนี้ของกลุ่มประเทศในยูโรโซนที่ยังอึมครึม จนกว่ากรีซจะมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในวันที่ 17 มิ.ย.
ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 225 พ.ค. ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยดัชนีลดลงแล้ว 106.23 จุด หรือ 8.57% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ลดลงจาก 10.19 ล้านล้านบาท เหลือ 9.34 ล้านล้านบาท หรือหายไป 8.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 2-24 พ.ค. จะพบว่าบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติ (โบรกเกอร์) ที่ขายหนักสุด คือ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูบีเอส ขายสุทธิ 5,547.08 ล้านบาท รองลงมาคือ บล.เครดิตสวิส (ซีเอส) ขายสุทธิ 4,842.52 ล้านบาท ถัดมา คือ บล.ซีแอลเอสเอ ขาย 3,487.91 ล้านบาท และ บล.เจพีมอร์แกน ซึ่งได้รับผลกระทบมากสุดจากวิกฤตหนี้ยุโรปขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยจำนวน 1,127.72 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ระดับ 1,132.83 จุด เพิ่มขึ้น 7.05 จุด หรือ 0.63% มูลค่าการซื้อขาย 25,075.71 ล้านบาท ต่างชาติขายอีก 1,564 ล้านบาท
นายบรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง (BLS) กล่าวว่า เดือน เม.ย.ที่ผ่านมามูลค่าการซื้อขาย DW ทั้งระบบมีจำนวน 4,600 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 41% เนื่องจากความกังวลปัญหาหนี้ยุโรปส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการซื้อและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน DW ประเภทสิทธิในการขายมากขึ้น จนทำให้สัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย Put Warrant ต่อ DW ทั้งระบบเพิ่มขึ้นจาก 7.6% ในเดือน มี.ค. 2555 เป็น 11.1% ในเดือน เม.ย. 2555
บริษัทจึงคาดว่าภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า หากปัญหาหนี้ในยุโรปยังไม่คลี่คลายไปในแนวทางที่ชัดเจนขึ้น สัดส่วนการซื้อขาย Put Warrant ต่อ DW ทั้งระบบจะสูงขึ้นเป็น 30-40%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของบริษัทเตรียมเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) เพิ่มเติมอีก 23 ตัว ทั้งประเภทสิทธิในการซื้อ (Call Warrant) และประเภทสิทธิในการขาย (Put Warrant) โดยอ้างอิงหุ้นสามัญบริษัท บ้านปู (BANPU) ธนาคารกรุงศรี อยุธยา (BAY) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ (CPF)
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท (PS) บริษัท การบินไทย (THAI) บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) บริษัท ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) โดยเข้าซื้อขายพร้อมกันในวันที่ 28 พ.ค. 2555 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีจำนวน DW สูงสุดในระบบถึง 84 ตัว และครอบคลุมจำนวนหลักทรัพย์อ้างอิงสูงสุดถึง 36 หลักทรัพย์
ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ได้ปรับเป้าหมายการออก DW ในปี 2555 จาก 120 ตัว เป็น 140-150 ตัว แบ่งเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นพลังงานและสถาบันการเงิน 60% ที่เหลือเป็นใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ในหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีปัจจัยพื้นฐานดีประมาณ 40% ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มีต่อ DW01 ประกอบกับในอนาคตอันใกล้หากมีการผ่อนปรนเกณฑ์การออก DW ให้นักลงทุนสามารถซื้อขาย DW บน SET 100
จากเดิมที่อนุญาตให้ซื้อขายได้เพียง SET 50 ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีทางเลือกที่หลากหลายในการลงทุน ตลอดจนสามารถป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้มากยิ่งขึ้นด้วย
“ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งการตลาดมูลค่าการซื้อขาย DW ของ บล.บัวหลวง ต่อปริมาณการซื้อขาย DW ทั้งระบบประมาณ 70% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 46% อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบัน บล.บัวหลวง มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 88.3%”







