
กบง.สั่งรีดเงินน้ำมันเข้ากองทุนเพิ่ม
กบง.อาศัยจังหวะน้ำมันขาลงรีดเบนซิน 50 สต.และดีเซล 30 สต.เข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มรายได้เป็นวันละ54 ล้านบาท
กบง.อาศัยจังหวะน้ำมันขาลงรีดเบนซิน 50 สต.และดีเซล 30 สต.เข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มรายได้เป็นวันละ54 ล้านบาท
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่าที่ประชุมมีมติให้เพิ่มอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเบนซิน95 และเบนซิน 91 ลิตรละ 50 สต.และดีเซลเพิ่มขึ้น 30 สต./ลิตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุนน้ำมันฯที่ยังมีสถานะสุทธิติดลบอยู่ 2.26 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ มีรายรับเพิ่มอีก 22 ล้านบาท/วันเป็น 54 ล้านบาท/วัน
สำหรับเหตุผลที่สามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯได้เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกมีแนวโน้มลดลง โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ ณ วันที่ 23 พ.ค. อยู่ที่ 103.69 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในขณะที่เบนซิน อยู่ที่ 118.03 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และดีเซลอยู่ที่ 119.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนราคาน้ำมันในประเทศปรับลดตามไปด้วย
"หากพิจารณาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง ประกอบกับผู้ค้าน้ำมันยอมลดค่าการตลาดลงมาในช่วงนี้ ราคาขายปลีกในประเทศมีโอกาสปรับลดลงอีก แต่เมื่อพิจารณาถึงฐานะกองทุนน้ำมันฯที่ติดลบอยู่กว่า2หมื่นล้านบาท ก็ควรจะใช้โอกาสนี้เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มจะดีกว่า อย่างน้อยก็มีรายได้เพิ่มเข้ามาช่วยบรรเทาภาระหนี้ที่เกิดขึ้นได้"นายอารักษ์กล่าว
ทั้งนี้อัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯใหม่ คือ เบนซิน 95 และเบนซิน91 อยู่ที่ 4.50 บาท/ลิตร ส่วนดีเซล อยู่ที่ 90 สต./ลิตร ในขณะที่กลุ่มแก๊สโซฮอล์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยแก๊สโซฮอล์95 อยู่ที่2.20 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 60 สต./ลิตร แก๊สโซฮอล์อี20 ชดเชยราคาอยู่ 80 สต./ลิตร และแก๊สโซฮอล์อี85 ชดเชยราคาอยู่ที่ 12.60 บาท/ลิตร
นายอารักษ์ กล่าวว่า หากราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับลดลงต่อเนื่องจนสามารถเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯได้อีกก็จะเร่งดำเนินการ เนื่องจากต้องการรักษาสถานะของกองทุนน้ำมันฯให้ติดลบน้อยลงมากที่สุด อย่างไรก็ดี การปรับอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพิ่มครั้งนี้จะไม่ส่งผลให้ราคาขายปลีกดีเซล และเบนซิน 91 เบนซิน 95 เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด







