
40 หุ้นใหม่แจกกำไร 102% เอกชนเข้าระดมทุนหนุนบริษัทโตกระโดด
บริษัทที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) นับตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2555 รวมทั้งหมด 40 บริษัท แบ่งเป็นเข้า SET จำนวน 14 บริษัท และเข้า mai จำนวน 26 บริษัท พบว่าให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 102.69%
บริษัทที่เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) นับตั้งแต่ต้นปี 2552 จนถึงวันที่ 15 พ.ค. 2555 รวมทั้งหมด 40 บริษัท แบ่งเป็นเข้า SET จำนวน 14 บริษัท และเข้า mai จำนวน 26 บริษัท พบว่าให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 102.69%
หุ้นส่วนใหญ่แจกกำไรให้กับผู้จองซื้อหุ้นครั้งแรก มีเพียง 7 บริษัทเท่านั้นที่คนลงทุนตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันขาดทุน โดยเฉพาะบริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ (CYBER) ขาดทุนมากที่สุด 55%
สำหรับบริษัท ออฟฟิศเมท (OFM) เป็นหุ้นที่แจกกำไรสูงที่สุด ถึง 547% อันดับสองคือ บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ ไพรส์ (JUBILE) ให้กำไร 403% อันดับสาม บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) กำไร 303%
“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หุ้นไอพีโอส่วนใหญ่ราคาสูงกว่าราคาจองในอัตราหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ และบริษัทเหล่านี้ยังสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินในตลาดทุนช่วยในการระดมทุน ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) การออกหุ้นปันผล
ดังนั้น หากสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้าใจว่า ตลาดทุนมีประโยชน์ต่อภาคธุรกิจอย่างไร น่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนศักยภาพในการเติบโตของภาคเอกชนไทย
“อยากให้ผู้ประกอบการเอกชนเห็นข้อดีของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยให้มองภาพในระยะยาวว่าจะสามารถช่วยผลักดันให้บริษัทมีการขยายตัวที่ดี ยกตัวอย่างเช่น บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) เข้าตลาด เริ่มต้นด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือมาร์เก็ตแคปที่ระดับ 3,000 ล้านบาท ผ่านไป 10 ปี หรือปัจจุบันนี้สามารถเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับ 7 หมื่นล้านบาท โดยสามารถรักษาการโตของกำไรสุทธิที่ระดับ 10% ต่อปีได้”
“เผดิมภพ สงเคราะห์” กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ภาวะตลาดหุ้นมีความผันผวนหรือออก ไปในทางขาลง แต่เชื่อว่าไม่มีผลต่อการเสนอขายหุ้นไอพีโอและการนำบริษัทเข้าตลาด เพราะประเด็นหลักต้องขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจของลูกค้าเป็นลำดับแรก ซึ่งตอนนี้ถ้าใครมีลูกค้าที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อาจมีความลำบาก หรือคงต้องพิจารณาเลื่อนการขายหุ้นออกไป เนื่องจากสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความผันผวนของราคาน้ำมันเป็นหลัก ส่วนเรื่องการมีส่วนลดของราคาขายหุ้นให้กับนักลงทุนคงต้องมีตามปกติ แต่ระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 1015% เท่านั้น
สำหรับของ บล.กสิกรไทย ปัจจุบันเตรียมหุ้นไอพีโออยู่ 2 แห่ง คือ บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (SRICHA) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอยู่แล้ว ส่วนบริษัทน้ำตาลกลุ่มไทยเอกลักษณ์ แม้จะเป็นกลุ่มซอฟต์คอมมูนิตี แต่มีกำหนดเข้าตลาดหุ้นในช่วงปลายปี ซึ่งมีมุมมองดีกว่าตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัวจากครึ่งปีแรกแล้ว
“เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ปกติบริษัทให้ความสำคัญและมั่นใจในตัวธุรกิจของลูกค้าเป็นลำดับแรกอยู่แล้ว รองมาคือเรื่องจังหวะเวลาในการเข้าซื้อขายหุ้น
ส่วนกลยุทธ์การตั้งราคาขายหุ้นที่ให้ส่วนลดนักลงทุนเป็นสิ่งที่ควรมี แต่ไม่ใช่เป็นประเด็นหลักที่ต้องยอมลดราคามากเกินไป เพราะสิ่งหนึ่งตอนนี้คือเราต้องมองภาพให้กว้างคำนึงปัจจัยระดับโลก ซึ่งไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และปัจจุบันบริษัทมีไอพีโอในมือรอเสนอขายหุ้นจำนวน 12 แห่ง







