
TK
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
เห็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็วและต่างชาติที่ขายสุทธิในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์ส ไม่ลำพังเฉพาะในบ้านเรา แต่ขายทั้งภูมิภาคแล้ว ยังไม่อยากแนะนำให้ลงทุนในหุ้น แม้จะพบว่าหุ้นบางตัวที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจะมีมูลค่าตามพื้นฐานถูกแล้วก็ตาม ยังน่าจะต่อราคาได้อีก โดยเฉพาะหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าในการขายของต่างชาติ (ฉบับหน้าจะเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่มองตลาดพักฐานในรอบนี้ที่ 1,100 จุดค่ะ)
อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่มองหาหุ้นปันผลสูง ไม่เป็นเป้าในการขายของต่างชาติ (เพราะถืออยู่เพียง 0.8% ของทุนชำระแล้วทั้งหมด) พื้นฐานธุรกิจยังแข็งแกร่ง ผ่านพ้นจุดต่ำสุดในช่วงวิกฤตน้ำท่วมมาแล้ว วันนี้จึงแนะนำ บริษัท ฐิติกร หรือ TK ซึ่งเคยแนะนำไว้ครั้งหนึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา สัปดาห์ที่ผ่านมานักวิเคราะห์ของเราได้ไปพบผู้บริหารอีกครั้งและยังคงมีมุมมองที่ดีกับบริษัทนี้
คาดกำไรปี 2012 จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง
ประเด็นการลงทุนใน TK อยู่ที่การเติบโตของกำไร โดยเฉพาะในปีนี้ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งที่ระดับ 681 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9% จากยอดขายรถจักรยานยนต์ที่คาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในปีนี้ที่ 2.1 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน หลังจากพลาดเป้าจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ในปีนี้ความต้องการรถจักรยานยนต์จะได้รับอานิสงส์จาก
1.การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
2.ราคาสินค้าทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับสูง และ
3.ค่ายรถทั้งฮอนด้าและยามาฮ่า (ซึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ราว 90% ของทั้งตลาด) มีแผนจำหน่ายรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ 21 รุ่น โดยรวมทั้งปี 2555 FSS คาดการณ์การเติบโตของสินเชื่อที่ 10% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) 30%
นอกจากนี้ TK ยังเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐในการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ทำให้คาดว่าอัตราจ่ายภาษีจะมีอัตราเพียง 6% เพราะปีที่แล้วบริษัทได้เข้าซื้อบริษัทย่อยที่มีผลขาดทุนสะสม
ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาสแรก
TK รายงานกำไรไตรมาสแรกที่ผ่านมาจำนวน 136 ล้านบาท ฟื้นตัว 7% จากไตรมาส 4 ปีก่อน แต่ยังลดลง 7% จากไตรมาสแรกของปีก่อน แม้ว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวจากช่วงน้ำท่วม แต่ TK ยังต้องเผชิญกับการตั้งสำรองหนี้สูญในระดับสูงอีกไตรมาสหนึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการตกชั้นอายุลูกหนี้ (สังเกตว่าลูกหนี้ตกชั้นจากค้างชำระ 1 เดือนเป็นค้างชำระ 23 เดือนราว 250 ล้านบาท ซึ่งมีผลให้ต้องตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 20% ของยอดหนี้จากเพียง 1% ในชั้นปกติ)
แนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2555 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกประมาณ 2022% หรือ 167–170 ล้านบาท จากสถานการณ์การค้างชำระที่น่าจะกลับสู่ปกติในไตรมาส 2/2555 และทำให้การตั้งสำรองหนี้สูญลดลงราว 20% จากไตรมาสแรก หรือคิดเป็น 11.2% ของสินเชื่อ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับระดับปกติในปีก่อนที่ราว 810% ของสินเชื่อสุทธิ ทำให้เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีก่อนแล้ว ถือว่าทรงตัว
ราคาตามปัจจัยพื้นฐาน 14 บาท
TK มีเป้าหมายที่จะขยายตลาดไปในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซียใน 23 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่นิยมใช้รถจักรยานยนต์ (ข้อมูลของผู้บริหารระบุว่ายอดขายรถจักรยานยนต์ที่อินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 8 ล้านคันต่อปี หรือ 4 เท่าของประเทศไทย และเวียดนามราว 2.5 ล้านคันต่อปี)
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ได้รวมเรื่องนี้ไว้ในประมาณการ FSS ประเมินราคาเหมาะสมตามพื้นฐานไว้ที่ 14 บาท โดยอิง PE 10 เท่า เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันถือว่ายังมีส่วนต่างที่จะปรับขึ้นได้อีก 20% และคาดการณ์เงินปันผล 0.65 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานปี 2555 ซึ่งคิดเป็น 47% ของกำไรสุทธิเท่ากับปีก่อนๆ โดยบริษัทจะจ่ายปีละ 1 ครั้ง ขึ้นเครื่องหมาย XD ประมาณเดือน มี.ค.ของทุกปี และจ่ายเงินประมาณเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันคิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.6% ในทางเทคนิค ราคาเริ่มแกว่งตัวออกด้านข้าง ระยะนี้น่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 11.10–12.00 บาท แต่การซื้อหุ้นในยามหุ้นตกไม่จำเป็นต้องไล่ราคา ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามค่ะ







