
กลุ่มเหล็กไม่หวังกำไรทั้งปี 2555 ราคาผันผวน ปัจจัยเสี่ยงเพียบ
อุตสาหกรรมเหล็กอาการสาหัส ไตรมาสแรกปีนี้กำไรทรุดหรือบางรายเข้าไอซียู ขาดทุนบานเบอะ ผู้ประกอบการบ่นราคาผันผวน แถมขายไม่ดีซ้ำเติม หวังไตรมาส 2 ฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อสร้างต้องรอความหวังในครึ่งปีหลัง หากวิกฤตโลกไม่สร้างความปั่นป่วนให้มากอย่างที่กังวล และค่าเงินบาทไม่อ่อนยวบ
อุตสาหกรรมเหล็กอาการสาหัส ไตรมาสแรกปีนี้กำไรทรุดหรือบางรายเข้าไอซียู ขาดทุนบานเบอะ ผู้ประกอบการบ่นราคาผันผวน แถมขายไม่ดีซ้ำเติม หวังไตรมาส 2 ฟื้นตัวตามอุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อสร้างต้องรอความหวังในครึ่งปีหลัง หากวิกฤตโลกไม่สร้างความปั่นป่วนให้มากอย่างที่กังวล และค่าเงินบาทไม่อ่อนยวบ
ชูศักดิ์ ยงวงศ์ไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซีย เมทัล (AMC) กล่าวว่า กลุ่มเหล็กกำไรออกมาไม่ดี เนื่องจากราคาเหล็กค่อนข้างผันผวน ทำให้บางบริษัทขาดทุนจากสต๊อก ขณะที่ในช่วง 12 เดือนแรกอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และโรงไฟฟ้ายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ความต้องการใช้เหล็กยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ส่วนการก่อสร้างเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมก็มีไม่มาก ทำให้เชื่อว่าปีนี้อุตสาหกรรมเหล็กน่าจะแค่ทรงตัวเท่านั้น
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 น่าจะใกล้เคียงกับไตรมาสแรก เพราะในเดือน เม.ย. มีวันหยุดค่อนข้างมาก ทำให้จำนวนวันขายลดลง และค่าเงินบาทเริ่มอ่อนตัวลง ทำให้ต้นทุนนำเข้าเหล็กของผู้ประกอบการสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมเหล็กน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างและยานยนต์ที่ฟื้นตัวเต็มที่
สำหรับ AMC คาดว่าปีนี้กำไรน่าจะแค่ทรงตัว เพราะธุรกิจมีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ปัญหาเศรษฐกิจยุโรป ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้บริษัทต้องหันมาเน้นทำธุรกิจแบบอนุรักษนิยม โดยเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาท ลดการสต๊อกเหล็กลงจาก 90 วัน เหลือ 4560 วัน และพยายามรับงานใหม่ที่มีอัตรากำไร (มาร์จิน) สูงขึ้น จากปกติที่เน้นยอดขาย (วอลุม) ครั้งละมากๆ
ชูเกียรติ ยงวงศ์ไพบูลย์ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เพิ่มสินสตีลเวิคส์ (PERM) กล่าวว่า กลุ่มเหล็กกำไรไม่ค่อยดีในไตรมาสแรก เพราะได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากภัยน้ำท่วม ทำให้ส่งสินค้าให้ลูกค้าไม่ได้ ขณะที่มีลูกค้าบางรายระงับคำสั่งซื้อชั่วคราวและเพิ่งกลับเข้าสู่สภาวะปกติในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ราคาเหล็กในตลาดโลกลดลงจากไตรมาส 4 ปีก่อน อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนสต๊อกเหล็กได้ โดยเหล็กรีดร้อนลดลงจาก 730 เหรียญสหรัฐ/ตัน เหลือ 690 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนเหล็กรีดเย็นลดลงจาก 780 เหรียญสหรัฐ/ตัน เหลือ 760 เหรียญสหรัฐ/ตัน
อย่างไรก็ตาม มองว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไปผลประกอบการของกลุ่มน่าจะดีขึ้น เพราะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกลับมาคึกคัก โดยในส่วนของ PERM เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะขณะนี้เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง อาจทำให้มีต้นทุนนำเข้าเหล็กสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องเร่งป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในสัดส่วนที่สูงขึ้นด้วย โดยคาดว่าปีนี้ผลประกอบการโดยรวมน่าจะเติบโตได้เพียง 10% เท่านั้น
อนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) เปิดเผยว่า สาเหตุที่ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นลดลง อันเนื่องมาจากราคาต้นทุนเศษเหล็กที่ปรับเพิ่มขึ้นในขณะที่ราคาขายทรงตัว ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิเพียง 10.05 ล้านบาท ลดลงประมาณ 90% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 100.58 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ จะออกมาดีกว่าไตรมาสแรกแน่นอน เนื่องจากยอดขายเหล็กเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นก็ปรับสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากบริษัทได้ปรับราคาขายเหล็กสำเร็จรูปขึ้น เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยจะทำให้ส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อเหล็กวัตถุดิบกับราคาขายเหล็กสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 5.56 บาท/กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา
นอกจากนี้ บริษัทจะมีต้นทุนทางการเงินลดลง เพราะตั้งแต่ไตรมาสแรกเป็นต้นมา บริษัทใช้เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) ทำธุรกิจมากขึ้นและลดการใช้เงินกู้ลง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้บริษัทเหลือต่ำกว่า 7% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงเหลือเพียงเดือนละ 56 ล้านบาท จากปกติที่จ่ายในระดับ 10 ล้านบาท/เดือน
สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) กล่าวว่า ทิศทางการประกอบธุรกิจเหล็กปีนี้ยังดีต่อเนื่อง ความต้องการใช้เหล็กในประเทศเติบโตได้แน่นอน 10% หรือขั้นต่ำ 16 ล้านตัน จากปีก่อนซึ่งมีความต้องการใช้เหล็ก 15 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้เหล็กปีนี้ยังมีแนวโน้มที่สูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ที่ปรับเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็น 6%
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MILL กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการกลุ่มเหล็กไตรมาสแรกปี 2555 ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง หรือขาดทุนสุทธิ ขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารของแต่ละบริษัท และการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหล็ก
“MILL ไตรมาสแรกกำไรเท่ากับทั้งปีก่อน ผลส่วนหนึ่งจากการบริหารจัดการและลดการถือครองเหล็ก หรือไม่ตุนสต๊อกเหล็กจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร เป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเหล็ก เน้นวิธีการผลิต ลดต้นทุน เน้นการปรับปรุงคุณภาพสินค้า เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สินค้า เป็นที่มาให้อีบิตดา (กำไรขั้นต้นก่อนหักภาษี ค่าเสื่อม) สูงขึ้นมาก”
สำหรับการลงทุนหุ้นเหล็ก แนะนำดูพื้นฐานหุ้นรายตัว แนวโน้มธุรกิจ และวิธีการบริหารจัดการ ซึ่งบริษัทที่มีการจัดการดี บริหารความเสี่ยงดี สามารถทำกำไรได้ ซึ่งหลายๆ บริษัทเหล็กมีกำไร โดยอุตสาหกรรมเหล็กยังเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่คู่กับประเทศไทย
ด้าน ไนยวน ชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล (MCS) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีกำไรสุทธิ 69.95 ล้านบาท ลดลง 65.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 203.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากปริมาณงานส่งออกลดลงประมาณ 1.03 หมื่นตัน หรือลดลง 78.24% ขณะที่ราคาขายลดลงประมาณ 1.3 หหมื่นเยน/ตัน หรือลดลง 6.64%
อย่างไรก็ตาม จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรสุทธิสูงสุด คือ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มบริการ และกลุ่มทรัพยากร เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 22.25%
สำหรับหมวดธุรกิจที่มีกำไรรวมสูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั้งสามหมวดมีกำไรสุทธิรวม 138,968 ล้านบาท คิดเป็น 65.45% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด โดยยอดขายรวมของทั้งสามหมวดคิดเป็น 57.57% ของยอดขายรวมทั้งหมด







