posttoday
J.P. Morgan ประวัติศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง

J.P. Morgan ประวัติศาสตร์ที่กลับมาอีกครั้ง

21 พฤษภาคม 2555

“ดัชนีดาวโจนส์ลดลงปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณหนึ่งเดือนเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่หุ้นกลุ่มการเงินถูกเทขายอย่างหนักจากการที่ เจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่สุดในแง่สินทรัพย์ เป็นธนาคารที่มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม และเป็นธนาคารที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดของสหรัฐเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ธนาคารขาดทุนอย่างไม่คาดคิดจากการเก็งกำไรที่ผิดพลาดในตราสารอนุพันธ์เป็นเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขาดทุนเพิ่มอีกพันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และ 3 ผลจากการขาดทุนดังกล่าวทำให้มูลค่าตลาดของ เจ.พี.มอร์แกน เชส ลดลง 15% และถูกฟิทช์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ 1 อันดับ จาก AA เป็น A+ และการขาดทุนของ เจ.พี.มอร์แกน เชส อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐจับตาการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางกำลังรวบรวมข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับสถานะการซื้อขาย เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ มีเงินทุนเพียงพอในการรับมือการขาดทุน ในขณะที่ธนาคารกลางเพิ่มการกำกับดูแลธนาคารมากขึ้นหลังวิกฤต”

“ดัชนีดาวโจนส์ลดลงปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณหนึ่งเดือนเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่หุ้นกลุ่มการเงินถูกเทขายอย่างหนักจากการที่ เจ.พี.มอร์แกน เชส แอนด์ โค ธนาคารรายใหญ่สุดในแง่สินทรัพย์ เป็นธนาคารที่มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม และเป็นธนาคารที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดของสหรัฐเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ธนาคารขาดทุนอย่างไม่คาดคิดจากการเก็งกำไรที่ผิดพลาดในตราสารอนุพันธ์เป็นเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขาดทุนเพิ่มอีกพันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 และ 3 ผลจากการขาดทุนดังกล่าวทำให้มูลค่าตลาดของ เจ.พี.มอร์แกน เชส ลดลง 15% และถูกฟิทช์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ 1 อันดับ จาก AA เป็น A+ และการขาดทุนของ เจ.พี.มอร์แกน เชส อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐจับตาการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางกำลังรวบรวมข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับสถานะการซื้อขาย เพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ มีเงินทุนเพียงพอในการรับมือการขาดทุน ในขณะที่ธนาคารกลางเพิ่มการกำกับดูแลธนาคารมากขึ้นหลังวิกฤต”

ข่าวนี้ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ที่ช็อกความไว้วางใจของนักลงทุนมากข่าวหนึ่ง เพราะ เจ.พี.มอร์แกน เชส เป็นสถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตการเงินปี 2008 ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ขาดทุนและเพิ่งจะสอบผ่านการทำ Stress Test (การทดสอบภาวะวิกฤตซึ่งมีการตั้งสมมติฐานเหตุการณ์ที่เศรษฐกิจถดถอย) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่ามีสัดส่วนเงินทุนที่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

“ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอน” จึงเป็นสัจธรรมที่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันอีกครั้ง โดยเฉพาะตราสารอนุพันธ์ซึ่งเป็นตราสารที่มีความเสี่ยงสูง (ความไม่แน่นอนสูง) หากย้อนกลับไปกรณีที่โด่งดังสุดของวิกฤตสถาบันการเงินที่เกิดจากตราสารอนุพันธ์ ก็คงต้องยกให้กรณีการลงทุนที่ผิดพลาดในตลาดตราสารอนุพันธ์ของ บริษัท แบริ่งส์ ฟิวเจอร์ สิงคโปร์ ในปี 1995 โดย นิค ลีสัน วาณิชธนากร วัย 28 ปี ทำให้บริษัทขาดทุนกว่า 500 ล้านปอนด์ (มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินรวมของกลุ่มแบริ่งส์ฯ ทั้งหมด) ส่งผลให้ แบริ่งส์ บราเธอร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของกิจการวาณิชธนกิจที่เก่าแก่ที่สุดของอังกฤษล้มละลาย

ทำไม เจ.พี.มอร์แกน เชส ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่มีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ยังพลาดได้ขนาดนี้? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่หากข่าวที่ว่า ไดมอน ซีอีโอของ เจ.พี.มอร์แกน เชส ได้ปรับเปลี่ยนหน่วยงานการลงทุนนี้ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา เพื่อเข้าลงทุนซื้อขายตราสารอนุพันธ์ในรูปแบบที่เสี่ยงขึ้นด้วยมูลค่าเงินก้อนใหญ่ขึ้น จากเงินในบัญชีของ เจ.พี.มอร์แกน เชส เองเป็นจริง เหตุการณ์นี้ก็ไม่ต่างจากกรณีของ นิค ลีสัน เลย เพราะก่อนหน้าที่เขาจะทำให้ แบริ่งส์ฯ ล้มละลาย เขาได้เคยสร้างผลกำไรอย่างงามให้กับแบริ่งส์ฯ จนถึงขั้นได้รับรางวัลเป็นเรือยอร์ชพร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่งตามสัดส่วนกำไรเป็นผลตอบแทน ทำให้ นิค ลีสัน มั่นใจในตัวเองมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจลงทุนในพันธบัตรและตราสารอนุพันธ์ ซึ่งอิงกับดัชนีนิกเกอิในตลาดล่วงหน้าโอซากาของญี่ปุ่น เป็นจำนวน 1.52 หมื่นสัญญา แต่ละสัญญามีมูลค่าประมาณ 1.2 แสนปอนด์ โดยหวังว่าดัชนีนิกเกอิจะปรับตัวสูงขึ้น อันจะทำให้การตัดสินใจลงทุนของเขาได้กำไรอย่างงาม แต่เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ญี่ปุ่นเกิดแผ่นดินไหว ดัชนีนิกเกอิดิ่งลง การลงทุนของเขาจึงกลายเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดอย่างช่วยไม่ได้

ความผิดพลาดจากความมั่นใจว่า “ข้าเก่ง” นี้ เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยในตลาดการลงทุน ซึ่งเรียกกันว่า “Overconfidence” เป็นปรากฏการณ์ที่นักลงทุนมักมองว่า ที่เราสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นได้มากเป็นเพราะ “เก่ง” ไม่ใช่ “เฮง” เมื่อเราเชื่อว่าเรา “เก่ง” ก็จะทำให้ความชอบที่จะรับความเสี่ยงสูงขึ้น (โดยที่ความเสี่ยงของหลักทรัพย์ที่ลงทุนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง)

ตัวอย่างเช่น หากเราลงทุนในทองคำมาตั้งแต่ 900 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และทองก็ขึ้นมาเรี่อยๆ จนถึงประมาณ 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เราๆ ท่านๆ ที่ซื้อๆ ขายๆ ทองก็มักได้กำไรกันเป็นส่วนใหญ่ ทำให้หลายๆ คนกล้าที่จะลงทุนในทองคำมากขึ้น บางรายถึงกลับหาญกล้าลงทุนใน Gold Futures เลย เพราะทำกำไรได้มากกว่าซื้อทองคำแท่งหลายเท่า โดยใช้เงินลงทุนน้อยกว่า กรณีนี้ความเสี่ยงของการลงทุนในทองคำไม่ได้ลดลงเลย กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำตามราคาที่เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ คือ ความชอบที่จะรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนสูงขึ้น ทำให้กล้าลงทุนมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่เราคาดไว้ ผลลัพธ์ทางลบก็จะรุนแรงขึ้นเช่นกันอย่างเช่น กรณีของแบริ่งส์ฯ และ เจ.พี.มอร์แกน เชส ดังกล่าว (เหมือนอย่างตอนนี้ที่มีหลายคนนั่งกลุ้มใจกับการขาดทุนในทองคำอยู่ เพราะราคาทองได้ลงมาแถวๆ 1,550 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ แล้ว และอาจจะลงต่อไปอีก)

แล้วคนที่ Overconfidence เป็นกันเยอะหรือไม่ James Montier ได้ทำการศึกษาหัวข้อ “Behaving Badly” ในปี 2006 โดยเก็บข้อมูลจากผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจำนวน 300 คน พบว่า 74% ของผู้จัดการกองทุน เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถเรื่องงานเหนือกว่าค่าเฉลี่ยที่เหลือ 26% มองว่าตัวเองพอๆ กับค่าเฉลี่ย สรุปคือ 100% คิดว่าตัวเองเก่งเท่ากับหรือเหนือกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้จัดการกองทุนที่มีผลงานอยู่เหนือค่าเฉลี่ยมีเพียง 50% เท่านั้น และนี่คือความมั่นใจที่มากเกินไปไม่สมเหตุผลตามความจริง (หรือพูดง่ายๆ ผู้จัดการกองทุนหลงตัวเองค่อนข้างเยอะ ความรู้เรื่องการลงทุนไม่ได้ช่วยไม่ให้หลงตนเองเลย)

ใช่แต่เพียงในด้านการเงินหรือการลงทุนเท่านั้น ที่มีเรื่อง Overconfidence กรณีอื่นก็มี อย่างเช่นกรณีนักร้องที่ไปยุ่งกับยาเสพติดเพราะมั่นใจว่า “เอาอยู่” นั่นไง และจากประสบการณ์ที่พบเจอ ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ความสามารถเท่าไหร่ การหลงตนเอง (Overconfidence) จะยิ่งสูง

แล้วจะป้องกันไม่ให้ตัวเราตกหลุมพรางตนเองเรื่อง Overconfidence ได้ไง ก็คงต้องกลับไปสู่สามัญ คือ มีสติอยู่กับตนตลอดเวลาและเปิดตาให้กว้างๆ มองให้ลึกๆ ครับ พูดง่าย แต่ทำยาก แต่ก็ไม่ยากเกินกำลัง หากเราปฏิบัติเรื่อยๆ ให้เป็นชีวิตประจำวันครับ

ขอปิดท้ายด้วยพระปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “...หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ...” แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

หากสนใจการวางแผนการเงิน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ