
ครม.อนุมัติพัฒนา8จังหวัดภาคกลาง3หมื่นล.
ครม.อนุมัติแผนพัฒนา 8 จังหวัดภาคกลาง 203โครงการใช้งบ 3.3หมื่นล้าน พร้อมเห็นชอบสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย
ครม.อนุมัติแผนพัฒนา 8 จังหวัดภาคกลาง 203โครงการใช้งบ 3.3หมื่นล้าน พร้อมเห็นชอบสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.) ที่จ.กาญจนบุรี ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติกรอบแผนงานพัฒนาจังหวัดภาคกลางตอนล่างรวม 8 จังหวัดจำนวน 203 โครงการ วงเงินงบประมาณรวม 33,111.49 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้เป็นเพียงการเห็นชอบกรอบแผนงาน ยังไม่ได้อนุมัติการดำเนินงานและงบประมาณแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามมีโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที จำนวน 60 โครงการ เป็นเงินงบประมาณจำนวน 1,041.43 ล้านบาท ซึ่งสามารถเบิกจากงบกลางได้ทันที เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่าทั้ง 8 จังหวัดจะได้งบประมาณจังหวัดละราว 100 ล้านบาท โดยมีโครงการต่างๆอาทิ โครงการเส้นทางเชื่อมโยงเมืองธาราวดี โครงการซ่อมสร้างทางลาดยางเอซี โครงการฝายทดน้ำห้วยยาง ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และโครงการจัดทำระบบสารสนเทศเพื่อความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ จ.สุพรรณบุรี เป็นต้น
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ครม.ยังเห็นชอบ ข้อเสนอของสำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งตะวันตกกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ หรือโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย โดยมอบหมายให้คณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน รับไปพิจารณาดำเนินการ
ทั้งนี้การสนับสนุนโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า คือ การแบ่งระยะเวลาก่อสร้างออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระหว่าง ปี 2554-2558 จะครอบคลุมท่าเรือด้านใต้ การสร้างระบบคมนาคมเชื่อมโยงทวายและชายแดนไทย-พม่า 4 ช่องจราจร การเปิดด่านพรมแดน โครงการถนนเชื่อมโยงสนามบินทวาย อ่างเก็บน้ำขนาด 93 ล้านลูกบาศก์เมตร โรงไฟฟ้าถ่านหิน ถนนในเขตนิคมอุตสาหกรรม ระบบระบายน้ำ-ประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ที่พักอาศัย และพื้นที่ส่วนราชการแบบเบ็ดเสร็จ
ส่วนในระยะที่ 2 ระหว่างปี 2556-2561 จะครอบคลุมการพัฒนาระบบระบายน้ำเพิ่มเติม การขยายถนนเชื่อมโยงทวายเป็น 8 ช่องจราจร ศูนย์การค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ จากนั้นเป็นระยะที่ 3 ระหว่างปี 2559-2563 จะครอบคลุมท่าเรือด้านเหนือ ถนนในเขตอุตสาหกรรมและระบบระบายน้ำเพิ่มเติม รวมไปถึงรถไฟ สายส่งไฟฟ้า ท่อก๊าซ-น้ำมันที่เชื่อมโยงจากประเทศไทย
ทั้งนี้สศช.ได้เสนอว่าการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายจะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีศักยภาพในการเป็นประตูการค้าฝั่งตะวันตกของภูมิภาค และเป็นสะพานเชื่อมโยงทางการค้าระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศในภูมิภาค อีกทั้งยังจะเพิ่มจีดีพีของไทยอีกร้อยละ 1.9







