
กสิกรฯเข็นหุ้นใหม่ ไทยเอกลักษณ์ปีนี้
กลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ เตรียมแต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ขนาดระดมทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
กลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ เตรียมแต่งตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ขนาดระดมทุนไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
น.ส.ณัฐรินทร์ ตาลทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมนำกลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทันปีนี้ โดยอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทในเครือ คาดว่าน่าจะยื่นไฟลิงต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประมาณไตรมาส 3 นี้
ปัจจุบันกลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 12% และวางแผนขายเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อต้องการระดมทุนนำเงินไปขยายกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องรวมถึงโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกด้วย
ทั้งนี้ ดีลของน้ำตาลไทยเอกลักษณ์เป็นธุรกิจวาณิชธนกิจที่ บล.กสิกรไทย ทำร่วมกับ บล.แมคควอรี ซึ่งเป็น Exclusive Strategic Alliance
แหล่งข่าวจาก บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขนาดการระดมทุนของกลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท โดยธุรกิจน้ำตาลมีแนวโน้มขยายตัวดีตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ก่อนที่บริษัท น้ำตาลครบุรี (KBS) จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แนวโน้มธุรกิจจะขยายตัวต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 2-3 ปี เนื่องจากประชากรโลกที่มีจำนวนมากขึ้น ทำให้ราคาอาหารและสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติต่างๆ ก็ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลงด้วย
สำหรับกลุ่มบริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ นับว่าดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยผลิตน้ำตาล โรงงานกระดาษ โรงงานเอทานอลจากกากน้ำตาล ข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่า บริษัทจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 ที่ ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์
ปัจจุบันเป็นโรงงานน้ำตาลที่ทันสมัยที่สุดในภาคเหนือ มีอัตราการหีบอ้อยมากกว่า 1.8 หมื่นตันต่อวัน มีลูกหีบ 7 ชุด โดยชุดที่ 1 มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ด้านโครงการสร้างผู้ถือหุ้นบริษัทมี บริษัท จรูญหทัย เอกโฮลดิ้ง ถือหุ้นใหญ่ที่สุด สัดส่วน 46.15% และบริษัท ที.ไอ. ธุรกิจ ถือหุ้นอันดับที่ 2 จำนวน 44.13% ส่วนผู้ถือหุ้นอื่นๆ เป็นบุคคลหลายคนถือหุ้นคนละเล็กน้อย ทั้งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าบริษัทจะขายหุ้นให้กับนักลงทุนต่างประเทศให้แล้วเสร็จก่อนยื่นเรื่องขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัท สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2554 ขาดทุนสุทธิ 1,043 ล้านบาท แย่ลงเทียบกับเดือน ก.ย. 2553 และ 2552 ที่มีกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท และ 52 ล้านบาทตามลำดับ







