
สหรัฐชีวเศรษฐกิจยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ในระยะที่ผ่านมาสหรัฐประสบปัญหาอย่างมากในด้านความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการผลิตสินค้าราคาถูกที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ดังนั้นทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่แข่งขันในด้านราคา แต่แข่งขันด้านวัตกรรม โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2554 ว่า “โลกได้ก้าวไปสู่เศรษฐกิจแห่งนวัตกรรม และไม่มีประเทศอื่นใดที่ยอดเยี่ยมในด้านนวัตกรรมเหนือกว่าสหรัฐ”
เป้าหมายสำคัญสหรัฐในอนาคต คือ ชีวเศรษฐกิจ (Bioeconomy) หมายถึงเศรษฐกิจบนพื้นฐานของเทคโนโลยีชีวภาพ เนื่องจากวิทยาการในสาขานี้ก้าวหน้ารวดเร็วมาก ถึงกับมีการกล่าวว่า ศตวรรษที่ 21 ในปัจจุบันเป็นศตวรรษแห่งเทคโนโลยีชีวภาพ โดยข้อได้เปรียบสำคัญของสหรัฐในชีวเศรษฐกิจ คือ แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ หลายช่วงตัวในเทคโนโลยีพื้นฐาน 3 สาขา คือ เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีการจัดการสารชีวโมเลกุลจำนวนมากอย่างอัตโนมัติ และเทคโนโลยีหาลำดับเบสของ DNA (DNA Sequencing)
รัฐบาลสหรัฐได้วิเคราะห์ว่า ในอนาคตจะต้องเน้นพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพอย่างน้อยใน 3 สาขา ดังนี้
ชีววิทยาสังเคราะห์ (Synthetic Biology) เพื่อทำให้นักชีววิทยาสามารถออกแบบสิ่งมีชีวิตเพื่อให้มีคุณสมบัติตามต้องการ โดยยกตัวอย่างการพัฒนาให้มีคุณสมบัติผลิตกรดอะคริลิกแบบชีวภาพ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตกาวให้ติดแน่นยิ่งขึ้น สีที่ติดทนทานมากขึ้น แผ่นซึมซับที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามระบบชีววิทยาตามธรรมชาติสลับซับซ้อนมาก จะต้องวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในสาขานี้ให้ดำเนินการง่ายยิ่งขึ้น รวดเร็วขึ้น และสามารถพยากรณ์ผลที่จะได้รับอย่างแม่นยำขึ้น
การศึกษาเกี่ยวกับโปรตีนเชิงลึกในแง่มุมต่างๆ (Proteomics) เนื่องจากโปรตีนเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับโปรตีนจะเป็นประโยชน์มหาศาลในการเรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต สามารถนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์มากมาย
ชีวสารสนเทศ (Bioinformatics) เป็นวิทยาการที่ผสมระหว่างชีววิทยากับสารสนเทศศาสตร์ โดยนำเอาความรู้เรื่องจีโนมของมนุษย์ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ปัจจุบันการศึกษาจีโนมทำได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยเอกสารของรัฐบาลสหรัฐได้ระบุว่า เมื่อครั้งศึกษาในครั้งแรกใช้เวลายาวนานถึง 13 ปี มีค่าใช้จ่ายมากมายถึง 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปัจจุบันใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 7,700 เหรียญสหรัฐ เท่านั้น
เพื่อก้าวไปในอนาคต รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศพิมพ์เขียวสู่ชีวเศรษฐกิจแห่งชาติ (Nation Bioeconomy Blueprint) ขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา ประกอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ 5 ประการ
ประการแรก สนับสนุนวิจัยและพัฒนาเพื่อวางรากฐานชีวเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อแก้ไขปัญหาความล้มเหลวของตลาด โดยภาคเอกชนจะไม่ลงทุนวิจัยและพัฒนามากเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากไม่สามารถแสวงหาประโยชน์จากเงินลงทุนได้เต็มที่ ดังนั้นรัฐต้องสนับสนุนการวิจัยที่สร้างความรู้และเทคโนโลยีเพื่อให้ภาคเอกชนสามารถต่อยอดนำมาใช้ประโยชน์ รวมถึงปรับปรุงระบบจัดสรรทุนวิจัยให้สนับสนุนโครงการที่ท้าทายมากขึ้น เพื่อค้นพบเทคโนโลยีใหม่
ประการที่สอง สนับสนุนการนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือจาก “หิ้งไปสู่ห้าง” เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณจากภาษีอากรของประชาชนในด้านนี้ให้คุ้มค่า โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่ระบบนิเวศที่สนับสนุนต่อทั้งการค้นพบเทคโนโลยี นวัตกรรม และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ประการที่สาม ลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาปรับปรุงการดำเนินการให้การอนุมัติอนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กฎระเบียบต้องชัดเจนโปร่งใสและไม่ยุ่งยากเป็นภาระต่อภาคเอกชน พร้อมๆ ไปกับการคุ้มครองความปลอดภัยต่อมนุษย์และรักษาสิ่งแวดล้อม
ประการที่สี่ พัฒนาบุคลากรด้านชีวเศรษฐกิจ ปรับปรุงการฝึกอบรมและจูงใจเพื่อให้สถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (Science, Technology, Engineering, and Math : STEM) สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเป็นที่ต้องการมาก ปัจจุบันแม้สหรัฐประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ มีอัตราว่างงานสูง แต่ธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับต้องการบุคลากรจำนวนมาก แต่หาคนมาทำงานไม่ได้ โดยจะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาในการร่วมกันร่างหลักสูตรการศึกษาและกระตุ้นให้ประชาชนสนใจการศึกษา
ประการที่ห้า พัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชนให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า ความร่วมมือในเทคโนโลยีใหม่ผ่านโครงการหุ้นส่วนการผลิตขั้นก้าวหน้า (Advanced Manufacturing Partnership) รวมถึงความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และผู้ประกอบการใหม่ผ่านโครงการ Startup America Initiative
รัฐบาลสหรัฐฯ เล็งเห็นศักยภาพทางชีวเศรษฐกิจมากมายมหาศาล เช่น เทคโนโลยีชีวภาพด้านอุตสาหกรรม ทั้งในส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ วัสดุชีวภาพ เคมีชีวภาพ และเอ็นไซม์ รวมถึงในส่วนทางการแพทย์ เช่น การใช้โปรตีนรักษาโรคโลหิตจาง โรคหัวใจ และหลอดเลือดในสมองตีบ โดยใช้โปรตีน การใช้แอนตี้บอดี้ป้องกันการเติบโตของมะเร็ง การใช้วัคซีนรักษาโรคมะเร็งในต่อมลูกหมาก ฯลฯ







