
โออิชิเล็งขึ้นรง.3กระจายเสี่ยง
เร่งฟื้นรง.นวนครกันสินค้าขาด ดึง‘วันพีซ’โหมทำตลาดยูเอชที
เร่งฟื้นรง.นวนครกันสินค้าขาด ดึง‘วันพีซ’โหมทำตลาดยูเอชที
โออิชิเล็งผุดโรงงานแห่งที่ 3 ปีหน้า หวังลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ เดินหน้าปั้นชาเขียวยูเอชทีซื้อการ์ตูน “วันพีซ” ลงกล่อง
นายอนิรุทธิ์ มหธร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป เปิดเผยว่า โออิชิอยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตชาเขียวพร้อมดื่มแห่งใหม่เป็นแห่งที่ 3 เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยธรรมชาติ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2556
ทั้งนี้ หลังจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมา โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก ทำให้ต้องย้ายการผลิตไปที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี โดยปัจจุบันฟื้นกำลังการผลิตที่นวนครแล้ว 60% และคาดว่าจะผลิตได้ 100% ในเดือน มิ.ย.นี้ รวมทั้งมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตในปลายปีนี้ด้วย ภายใต้งบทั้งหมด 3,000 ล้านบาท ไม่รวมโรงงานแห่งที่ 3
จากการผลิตที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ปัจจุบันบริษัทไม่มีสต๊อกสินค้า หรือผลิตออกมาแล้วจำหน่ายไปทั้งหมด แต่การแข่งขันรุนแรงในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มทำให้บริษัทต้องเดินหน้าทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้
ปัจจุบัน ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมีมูลค่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นชนิดขวดเพ็ต 70% กล่องยูเอชที 20% และชนิดกระป๋อง 10% ซึ่งในปีนี้บริษัทจะรุกตลาดทั้งสามชนิดบรรจุภัณฑ์ โดยการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ชนิดขวดและกล่องใหม่ รวมถึงทำตลาดชนิดกระป๋องภายใต้แบรนด์ชากูซ่าอย่างต่อเนื่อง
นายอนิรุทธิ์ กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทได้ใช้งบการตลาดสำหรับชาเขียวโออิชิชนิดกล่องยูเอชที 70 ล้านบาท โดยล่าสุดได้ซื้อลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์การ์ตูน “วันพีซ” (One Piece) จากประเทศญี่ปุ่น นำ 6 คาแรกเตอร์การ์ตูนพิมพ์ลงบนกล่องยูเอชทีและใช้ทำตลาดทุกรูปแบบ เช่น เมอร์ชันไดซ์ การจัดกิจกรรม เป็นต้น
สำหรับ วันพีซ เป็นการ์ตูนคาแรกเตอร์ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ในประเทศญี่ปุ่น เขียนโดยอาจารย์ เออิจิโร โอดะ และปัจจุบันเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยด้วย ดังนั้นการนำคาแรกเตอร์ของการ์ตูนเรื่องดังกล่าวมาใช้ในการทำตลาดโออิชิยูเอชทีจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลักอายุ 8-12 ปีได้มากยิ่งขึ้น และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดยูเอชทีด้วยส่วนแบ่ง 90% ในปัจจุบัน
ด้านกรณีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น โออิชิยังสามารถแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้และยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้าในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ที่เข้ามา







