เปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์เส้นทางสู่การพัฒนาหรือหายนะของโบรกเกอร์
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
โดย...พณิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ
สุดท้ายความหวังของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ที่เรียกร้องและผลักดันจะขอยกเลิกการเปิดเสรีคอมมิชชันเป็นอันสิ้นสุดลง เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้มีทีท่าไม่เห็นด้วยกับการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์และเสรีคอมมิชชันในที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา เพียงแต่กำชับว่ากรณีจะรับรายใหม่เข้าสู่ตลาดจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ
เรียกได้ว่า รมว.คลัง ไฟเขียวให้เดินหน้าเปิดเสรีหลักทรัพย์เต็มสูบ สร้างความโล่งใจให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในหัวอกหน่วยงานกำกับตลาดทุน เพราะหากแผนที่บ่มเพาะเตรียมการมาเป็นเวลา 5 ปี ต้องถูกพับแผน อาจจะต้องเสียชื่อหน่วยงานกำกับมิใช่น้อย
“การเปิดเสรีไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องอยู่ แต่คนที่แข็งแรงถึงจะอยู่รอดได้ และใบอนุญาตที่จำกัดอยู่เพียง 40 ใบในอดีตนั้น ถึงแม้ว่าจะมีคนไม่แข็งแรงหรือตายไป แต่ก็มีคนเข้ามาแทนอยู่ตลอด แสดงว่าธุรกิจนี้ดีมีแต่คนอยากเข้า และถึงจะเปิดเสรีใบอนุญาตไม่ได้แปลว่าจำนวนผู้ประกอบการจะเพิ่ม อาจจะลดลงก็ได้เพราะเกิดจากการแข่งขัน นอกจากนี้ การเปิดเสรีไม่ได้แปลว่าค่าคอมมิชชันจะถูกต่อไป อาจจะเพิ่มได้ตามคุณภาพและบริการที่ได้” ชาลี จันทนยิ่งยง ในฐานะรองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้กล่าวไว้
“ชาลี” ยังกล่าวอีกว่า ภาพที่ต้องการเห็นในการเปิดเสรีรอบนี้คือ โบรกเกอร์แข่งขันกันในด้านของคุณภาพ ดังนั้นทาง ก.ล.ต.จะออกเกณฑ์ทางด้านคุณภาพขึ้นมาเพื่อให้โบรกเกอร์เลิกแข่งขันด้านราคาแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะโบรกเกอร์จะมีต้นทุนในการปฏิบัติตามเกณฑ์คุณภาพ เมื่อมีคุณภาพโบรกเกอร์คงไม่แจกฟรีตั้งวงบุฟเฟต์กันอีก
นอกจากนี้ การใช้คอมมิชชันแบบคงที่ (ฟิกซ์) ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำให้ทั้งระบบเกิดคุณภาพ และเห็นได้ว่าเมื่อ ก.ล.ต.ประกาศนโยบายจะเปิดเสรี ทำให้เห็นภาพโบรกเกอร์หลายคนปรับตัว เกิดการควบรวมกิจการ โบรกเกอร์บางแห่งจับตลาดเฉพาะกลุ่ม เห็นพัฒนาการไปในทางที่ดี เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากขึ้น
“เมื่อเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว และหากแข่งขันกันจนไม่มีคนดูเรื่องคุณภาพ ก.ล.ต.ในฐานะผู้กำกับคงต้องเข้าไปดู เราพร้อมให้ความช่วยเหลือโบรกเกอร์อยู่แล้ว สามารถเข้ามาหารือว่าอยากเห็นอะไร อยากให้ช่วยอะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ทาง ก.ล.ต.ยินดีช่วย แต่อย่ามาขอให้ ก.ล.ต.กลับไปกำหนดค่าคอมมิชชันหรือกำหนดใบอนุญาตธุรกิจหลักทรัพย์อีก” ชาลี กล่าว
นี่คือสิ่งที่หน่วยงานกำกับต้องการให้เกิดขึ้นกับแวดวงตลาดทุน แต่ในแง่ของโบรกเกอร์ เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอกันแล้วงานนี้
ในมุมของ ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า หากปล่อยให้เสรีคอมมิชชันหุ้นต่อไป โบรกเกอร์ที่ไม่เข้มแข็งพออาจล้มหายไปได้ เหตุเพราะแค่ 3 เดือนแรกของการเปิดเสรี คอมมิชชันเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมลดลง เหลือ 0.15% เทียบกับปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 0.17% และคาดว่าคอมมิชชันเฉลี่ยทั้งระบบปีนี้จะยังคงอยู่ที่ 0.100.15%
“การเปิดเสรีนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย และเชื่อว่าในวันหนึ่งจะเห็นการเปิดเสรีในประเทศไทย แต่มองว่าขณะนี้เรายังไม่พร้อม ควรจะมีฐานผู้ลงทุนให้มากกว่านี้ ปัจจุบันบัญชีซื้อหุ้นที่เปิดซื้อขายมีแค่ 6.7 แสนบัญชี ในจำนวนนี้มีการซื้อขายสม่ำเสมอเพียง 1.7 แสนบัญชี ซึ่งนิยามเข้าข่ายการซื้อขายสม่ำเสมอ คือมีการซื้อขายแค่ปีละครั้งเท่านั้น และในจำนวนนี้ยังมีจำนวนบัญชีที่นับซ้ำอีก” ม.ล.ทองมกุฎ กล่าว
ทั้งนี้ หากพิจารณาดูทั่วโลกแล้วพบว่าการเปิดเสรีเป็นเรื่องดี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศเราและตลาดหุ้นเราด้วย ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือให้เริ่มต้นโดยยังคงเป็นค่าธรรมเนียมแบบขั้นบันได (สไลดิงสเกล) เหมือนปีที่ผ่านมาก็น่าจะดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม
ที่มาที่ไปที่ทำให้ ม.ล.ทองมกุฎ ต้องการให้การเปิดเสรีคอมมิชชันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเห็นไปในทิศทางเดียวกับหน่วยงานกำกับว่า เรื่องคุณภาพจะเป็นจุดสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโบรกเกอร์ เพราะทุกวันนี้กองทุนต่างชาติยอมจ่ายคอมมิชชันในระดับ 0.250.30% แลกกับการได้มาของข้อมูลวิจัยที่แม่นยำ หรือบริการที่ล้ำกว่าโบรกเกอร์อื่นๆ เช่น ในช่วงประเทศไทยมีปัญหาน้ำท่วม บล.ไทยพาณิชย์ ถึงกับพาลูกค้าขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นสำรวจพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ หรือพาลูกค้าเข้าพบกับซีอีโอของบิ๊ก บจ.ทั้งหลาย
“บล.ไทยพาณิชย์ ไม่อยากทำดิสเคาต์โบรกเกอร์ แม้ว่าการใช้ราคาในระดับต่ำสามารถให้กับลูกค้าได้ แต่ไม่อยากทำ เพราะไม่ได้สร้างพัฒนาอะไรให้กับตลาด ไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม เรื่องของคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย
“มนตรี ศรไพศาล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ในช่วง 3 เดือนของการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์และคอมมิชชัน ยอมรับว่าด้านกำไรของกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลงมาบ้าง แต่ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
ดังนั้น เพื่อให้อุตสาหกรรมยังแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรมภายใต้การเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ ทางโบรกเกอร์ได้หารือร่วมกันแล้วว่า เรื่องราคาจะมีการเสนออัตราแนะนำ (ไกด์ไลน์) เพื่อให้การเสนอคอมมิชชันของโบรกเกอร์แต่ละแห่งไม่ให้ต่างกันมากเกินไป
ผลออกมาทางการจะเดินหน้าเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ก็ตาม แต่ภายใต้นโยบายนี้ทางโบรกเกอร์กลับรวมตัวกันใช้อัตราขั้นบันไดเป็นอัตราแนะนำ ดังนั้นการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์คงไม่มีผลต่อผลประกอบการของโบรกเกอร์ ตราบใดที่โบรกเกอร์ยังเกาะกลุ่มเหนียวแน่นใช้อัตราขั้นบันไดเป็นอัตราแนะนำ เว้นแต่ว่าจะมีโบรกเกอร์รายใดแตกแถว นั่นก็คงต้องติดตามต่อไปว่าใครจะเป็นผู้กล้ารายแรก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นช่วงฤดูกาลประกาศงบประจำงวดไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งน่าจะเป็นตัวสะท้อนผลกระทบจากการเปิดเสรีได้เป็นอย่างดีว่า การแข่งขันไม่ได้รุนแรงอย่างที่กังวลกัน และโบรกเกอร์ไม่ได้รับผลกระทบจากเปิดเสรีคอมมิชชัน โดย บล.เอเซีย พลัส (ASP) มีรายได้ค่านายหน้าไตรมาสแรกปีนี้รวม 292 ล้านบาท ลดลงจาก 369 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกปีก่อน ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯ หรือ MBKET มีรายได้ค่านายหน้า 613 ล้านบาท ลดลงจาก 671.82 ล้านบาท และบริษัท ทุนภัทร มีรายได้ค่านายหน้า 390.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 385.99 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะเห็นว่ารายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของโบรกเกอร์รายใหญ่ยังคงทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2554 และการปรับลดลงดังกล่าวน่าจะเป็นผลจากมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ที่ลดลงจาก 27,659.27 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกปี 2554 เหลือ 26,886.19 ล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้
การดับฝันของโบรกเกอร์ในการล้มเลิกเปิดเสรีค่าคอมมิชชันของสำนักงาน ก.ล.ต. น่าจะเห็นภาพของการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ส่วนรายที่แข็งแรงอยู่แล้วก็คงจะต้องขยับขยายการออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต หากบริษัทหลักทรัพย์รายใดยังมัวแต่หากินจากค่าคอมมิชชันเหมือนที่ผ่านมา คงจะอยู่รอดปลอดภัยได้อีกไม่นานนัก


