posttoday
ทางรอด...ปลูกข้าว สู้ภัยแล้ง

ทางรอด...ปลูกข้าว สู้ภัยแล้ง

05 พฤษภาคม 2555

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

จากสภาพอากาศปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดปัญหาอุทกภัยเหมือนช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในอนาคตยังมีความเป็นห่วงว่าโลกจะเกิดวิกฤตภัยแล้งขึ้นด้วย น้ำจึงเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนา เมื่อราคาข้าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวนาอยากทำนาปรังในฤดูแล้ง แต่น้ำชลประทานที่มีจำกัด พอถึงเวลาทำนาปีชาวนาส่วนใหญ่มักประสบปัญหาขาดน้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง

ดังนั้น สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติจึงพยายามคิดค้นเทคโนโลยี “ปลูกข้าวในระบบแห้งสลับเปียก” ขึ้นมา ซึ่งเป็นการปลูกข้าวโดยไม่ขังน้ำ หรือที่เรียกกันว่า ข้าวแอโรบิก เพื่อลดปัญหาเรื่องน้ำ

บาส เบาแมน หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า เทคโนโลยีการปลูกข้าวในระบบแห้งสลับเปียกนั้น เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทางสถาบันข้าวนานาชาติได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดการใช้น้ำในนาข้าวได้ 1030% ขณะเดียวกันก็ยังสามารถรักษาผลผลิตต่อไร่ (ยิว) ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงของเดิมหรือสูงขึ้นได้อีกด้วย

เทคโนโลยีการปลูกข้าวแบบนี้ต่างจากการทำนาสวนตรงที่ไม่ต้องพยายามขังน้ำไว้ในนามากนัก เพียงแต่ให้น้ำพอดินชุ่มเหมือนพืชไร่อื่น ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำ

ทางรอด...ปลูกข้าว สู้ภัยแล้ง

 

บาส กล่าวถึงข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีดังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำแล้ว ยังได้ผลผลิตดีขึ้น โดยปีไหนฝนดี ข้าวแอโรบิกอาจต้องการน้ำชลประทานเสริมเพียง 12 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะปลูกข้าวแอโรบิกได้ถึง 510 ไร่ แต่ในฤดูแล้งที่ฝนตกเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีฝนเลย น้ำที่ใช้ทำนาปรัง 1 ไร่ จะพอเพียงปลูกข้าวแอโรบิกได้ถึง 34 ไร่

ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าน้ำมันหรือไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำเข้านา ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อีกทางหนึ่ง เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายแล้วก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า ความต้องการที่จะใช้น้ำในการปลูกข้าวจะเพิ่มขึ้น 38% ในปี 2583 ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาการขาดน้ำเพิ่มมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม ผลผลิตข้าวประมาณ 6% เท่านั้นที่มีการซื้อขายข้ามประเทศ ดังนั้นการปลูกข้าวด้วยวิธีใช้น้ำน้อยนี้จะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำภายในประเทศได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างไทย

ประเทศที่มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปทดลองใช้แล้ว ได้แก่ ประเทศบังกลาเทศ จีน เวียดนามและฟิลิปปินส์ โดยจากการทดลองพบว่าสามารถลดการใช้น้ำในนาข้าวได้มากถึง 50% ขณะที่อัตราผลผลิตต่อไร่กลับเพิ่มขึ้น 2-3%

แม้ว่าตัวเลขผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้นจะน้อย แต่ในอนาคตน้ำจะหายากและมีราคาแพงขึ้น โดยมีการประเมินเบื้องต้นว่า ภายในปี 2568 จะมีนาข้าว 15-20 ล้านเฮกตาร์ (1 เฮกตาร์เท่ากับ 6 ไร่ 1 งาน) จากพื้นที่ปลูกข้าวทั่วโลกประมาณ 157 ล้านเฮกตาร์ ประสบปัญหาน้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาครัฐและเอกชนของประเทศผู้ปลูกข้าวจะต้องระดมการใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำที่มีอยู่ผ่านนโยบายความร่วมมือ

ขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยประหยัดการใช้น้ำในการปลูกข้าวให้เพิ่มมากขึ้น เพราะอนาคตผลผลิตจากข้าวจะกลายเป็นสินค้าที่ได้รับการปกป้อง

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีการบริโภคข้าวสูงถึงปีละ 1.1 ล้านตัน ซึ่งจะต้องใช้น้ำในกระบวนการปลูกข้าว 2,723 ล้านลิตร ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งความต้องการน้ำในภาคอุตสาหกรรมแต่ละปีก็มีสูงถึง 1,689 ล้านลิตรเช่นกัน

ด้าน ขวัญใจ โกเมศ เลขาธิการมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติได้ร่วมมือกับกรมการข้าว เข้ามาทดลองปลูกข้าวระบบแห้งสลับเปียกในแปลงข้าวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ของไทยเมื่อช่วงปี 2551 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวมีข้อจำกัดที่ว่าจะต้องมีเครื่องปั๊มน้ำ หรืออยู่ใกล้ระบบชลประทาน เพื่อให้สามารถควบคุมการปล่อยน้ำได้

ดังนั้น เทคโนโลยีปลูกข้าวในระบบแห้งสลับเปียกนั้น คงยากที่จะเห็นเกิดในประเทศไทยภายในช่วง 2-3 ปีนี้ได้ เพราะประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ในระบบชลประทานเพียงแค่ 20% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการปลูกข้าวในระบบแห้งสลับเปียกก็ยังเป็นอีกหนึ่งความหวังและทางรอดของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวของไทยในอนาคต เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตน้ำของโลกที่หวั่นว่าจะขาดแคลน นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถช่วยลดการเกิดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ