
เห็นชอบเพิ่มขนาดของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่
รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 เห็นชอบเพิ่มขนาดของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่เป็น 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หวังมุ่งสู่การเป็นพหุภาคี
รัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 เห็นชอบเพิ่มขนาดของมาตรการริเริ่มเชียงใหม่เป็น 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หวังมุ่งสู่การเป็นพหุภาคี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 15 (ASEAN+3 Finance Ministers and Central Bank Governors’ Meeting) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศสมาชิกในเอเชียตะวันออกอีก 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2555 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ
ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ แนวโน้มและความเสี่ยงต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อภูมิภาค โดยนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ (Mr.Haruhiko Kuroda) ประธานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) ได้รายงานว่า ADB คาดการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน+3 จะขยายตัวที่ 5.6-6.3 % ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2554 ที่ 4.5 % เป็นผลจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในแต่ละประเทศสมาชิก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังประสบภัยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ประเทศในภูมิภาคอาเซียน+3 ยังจะเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาวการณ์ถดถอยของเศรษฐกิจยูโรโซน แนวโน้มเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของ “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี” (Chiang Mai Initiative Multilaterralisation : CMIM) เป็นกลไกช่วยเหลือทางการเงินระหว่างกันเองของประเทศสมาชิกในภูมิภาคอาเซียน+3 ในกรณีที่สมาชิกประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาดุลการชำระเงินหรือขาดสภาพคล่องในระยะสั้น ซึ่งเป็นความช่วยเหลือที่เสริมเพิ่มเติมจากความช่วยเหลือทางการเงินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 24 มี.ค. 2553 โดยแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของ CIMM ใหม่ คือ ทบทวนหลักการของCMIM ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก โดยเห็นชอบให้เพิ่มขนาดของCMIM จาก 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกถึงความแข็งแกร่งของอาเซียน+3
รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการให้ความช่วยเหลือส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือของ IMF (IMF – De – Linked Portion ) จาก 20 % ในปัจจุบันเป็น 30 % ในปี 2555 และให้ทบทวนเพิ่มสัดส่วนเป็น 40 % ในปี 2557 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการให้ความช่วยเหลือ และทันต่อเหตุการณ์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศสมาชิกและ และขยายระยะเวลาในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้ยาวขึ้น
พร้อมกันนี้ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนกรอบการดำเนินใหม่ของการพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย(Asian Bond Markets Initiatives : ABMI ) เพิ่มเติมจากปี 2551 โดยเรียกว่า ABMI New Roadmap+ และได้เร่งรัดการดำเนินงานของกลไกการค้ำประกันเครดิตและการลงทุน(Credit Guarantee and Investment Facility : CGIF) ของภูมิภาคอาเซียน+3ซึ่งเป็นกองทุนที่สมาชิกได้ร่วมกันจัดตั้งมีขนาดวงเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อทำหน้าที่ในการค้ำประกันการออกตราหนี้ของภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการออกตราสารหนี้เพื่อระดมเงินทุนของภาคเอกชนรวมทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคอาเซียน+3
รวมทั้งได้รับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ของความร่วมมือใหม่ 3 ด้านของอาเซียน+3 เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคในอนาคต ได้แก่ ความร่วมมือทางเงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค การใช้เงินสกุลของภูมิภาค (Regional Currencies) สำหรับการค้าขายและการลงทุนในภูมิภาค และการจัดตั้งกลไก / กองทุนการประกันภัยที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Disaster Insurance Scheme) ตั้งเป้าหมายรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์แล้วเสร็จในเดือนพ.ย. 2555 นี้ โดยการประชุม AFMM+3 ครั้งต่อไป มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนพ.ค 2556 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยมีประเทศบรูไนดารุสซารามและสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประธานร่วม







