
จับตาล็อกสเปกหัวจักรรถไฟหมื่นล.
กระแสข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ร้อนแรงพอๆ กับอากาศ คงหนีไม่พ้นเรื่องกระแสข่าวความเคลื่อนไหวการเปิดประมูลหัวรถจักรมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่คนในวงการประเมินกันว่า ให้จับตาการล็อกสเปกเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับงานนี้ไป โดยงวดแรกเป็นหัวรถไฟดีเซลแบบ ACAC จำนวน 20 หัว มูลค่า 3,300 ล้านบาทก่อน ซึ่งกลายเป็นประเด็นให้ถูกมองและจับตาว่าเหมือนกับกำหนดผู้ชนะเอาไว้แล้ว
กระแสข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ร้อนแรงพอๆ กับอากาศ คงหนีไม่พ้นเรื่องกระแสข่าวความเคลื่อนไหวการเปิดประมูลหัวรถจักรมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่คนในวงการประเมินกันว่า ให้จับตาการล็อกสเปกเพื่อให้ใครคนใดคนหนึ่งได้รับงานนี้ไป โดยงวดแรกเป็นหัวรถไฟดีเซลแบบ ACAC จำนวน 20 หัว มูลค่า 3,300 ล้านบาทก่อน ซึ่งกลายเป็นประเด็นให้ถูกมองและจับตาว่าเหมือนกับกำหนดผู้ชนะเอาไว้แล้ว
ทั้งนี้ เงื่อนไขที่ ร.ฟ.ท.กำหนดมาแล้วมี 2 ปัจจัยสำคัญที่ส่อเค้าล็อกสเปก ประการแรก คือ ราคาที่จะทำให้มีผู้ผลิตจากจีนเท่านั้นที่ร่วมแข่งขันได้ เพราะราคาหัวรถไฟเฉลี่ยตกแล้วประมาณ 160 ล้านบาทเศษต่อหัวเท่านั้น ซึ่งผู้ผลิตจากยุโรปและอเมริกายากที่จะแข่งขัน
สำหรับประการที่สอง กำหนดเงื่อนไขว่า ผู้เสนอราคาต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายหัวรถจักรดีเซลอย่างเป็นทางการจากโรงงานผู้ผลิต โรงงานดังกล่าวต้องมีประสบการณ์การส่งออกหัวรถจักรไปต่างประเทศด้วย ซึ่งข้อกำหนดนี้จะทำให้ผู้มีสิทธิเสนอราคาลดลงทันที เพราะปัจจุบันหัวรถจักรรถไฟดีเซลจากประเทศจีนที่เป็นระบบ ACAC มีรายใหญ่เพียง 2 ยี่ห้อ คือ ต้าเหลียนและซิซิเลียนเท่านั้น
หากเทียบประสบการณ์และกำลังการผลิต ซิซิเลียนมีมากกว่า โดยผลิตหัวรถจักรดีเซลแบบ ACAC กว่า 600 หัว ให้กับการรถไฟของประเทศจีน แต่ยังไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศ มีเพียงการเตรียมส่งมอบให้ประเทศออสเตรเลีย จำนวน 35 หัวในปลายปี 2555 ซึ่งไม่ทันกับการประมูลของ ร.ฟ.ท.ที่กำหนดออกมา
เงื่อนไขดังกล่าว จึงเหลือเพียงรายเดียวที่มีโอกาสคว้าชัย คือ ต้าเหลียน ซึ่งผลิตหัวรถจักรแค่ 200 หัว และเคยส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย 20 หัว แต่ถูกสื่อมวลชนจากมาเลเซียรายงานว่าหัวรถจักรมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ใช้งานได้เพียง 5 หัวเท่านั้น
ต่อด้วยข่าวเกาะกระแสความร้อนที่รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่พุ่งปรี๊ด เป็นผลให้คนแห่เปิดแอร์หนีร้อน ดันสถิติการใช้ไฟฟ้าพุ่งจนเรียกได้ว่าทุบสถิติแบบรายวัน ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาปริมาณการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงสุดเป็นรอบที่ 7 นับจากต้นปีที่ผ่านมา โดย สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย. เวลา 14.30 น. ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือพีก ได้พุ่งสูงสุดถึง 26,121 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติเดิมวันที่ 25 เม.ย. 2555 ที่ 25,682 เมกะวัตต์ จากสาเหตุสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวมีอุณหภูมิสูงถึง 38.5 องศาเซลเซียส ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 25,784 เมกะวัตต์ เกินจากที่ประมาณการไว้ 337 เมกะวัตต์
ขณะที่ประเด็นเรื่องค่าครองชีพเกือบทุกประเภท โดยเฉพาะค่าไฟ ค่าเดินทาง ตบเท้ากันขึ้นซ้ำเติมประชาชน ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสข่าวร้อนแรงที่ถูกพูดถึงมาก โดยในส่วนของค่าไฟฟ้าจะมีปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อีก 30 สตางค์ต่อหน่วย ในต้นเดือน พ.ค. ส่วนค่าเดินทาง ศรศักดิ์ แสนสมบัติ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาให้เพิ่มค่าโดยสารรถเกือบทุกชนิด มีผลตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ รถมินิบัสที่เปลี่ยนรถใหม่และใช้ก๊าซเอ็นจีวีมีต้นทุนสูงขึ้น จึงให้ปรับค่าโดยสารจาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท เท่ากับรถเมล์ รถสองแถวปรับจาก 5.50 บาท เป็น 7 บาท รวมทั้งช่วงเวลา 22.0005.00 น. ให้ขึ้นอีก 2 บาท เป็น 9 บาท
สำหรับรถร่วมโดยสาร บริษัท ขนส่ง (บ.ข.ส.) ปรับ 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร ขณะเดียวกันคณะกรรมการจะปรับตารางอัตราค่าโดยสารใหม่ คาดเสร็จและประกาศใช้กลางเดือน พ.ค. ส่วนรถเมล์ร้อน หากก๊าซขึ้นราคาจะอนุมัติให้รถเมล์ขึ้นอีก 1 บาท รวมเป็น 9 บาท รถเมล์แอร์ปรับอีกระยะละ 1 บาท ส่วนรถแท็กซี่ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในเดือน มิ.ย.เช่นกัน แต่เป็นการปรับขึ้นตามระยะทาง แต่อัตราเริ่มต้น 35 บาท ยังคงเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการอนุมัติให้ปรับอัตราค่าโดยสารแล้ว แต่ สุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร ระบุว่า การปรับขึ้นดังกล่าวยังไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับความเคลื่อนไหวในแวดวงอุตสาหกรรมและส่งออก วีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการชี้นำและเตือนภัยอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ปรับเป้าหมายการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม (จีดีพี) ปี2555 ใหม่ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.55.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 3.54.5% เนื่องจากแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวหลังประสบกับปัญหาน้ำท่วม และจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในช่วงกลางปี สำหรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมไตรมาสแรกของปีนี้ ยังขยายตัวติดลบ 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ติดลบอยู่ 2.1% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตมีการขยายตัวอยู่ที่ 62.99% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัว 62.6%
สาเหตุที่ภาคการผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นมาจากอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ประสบกับปัญหาน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง เริ่มกลับมาผลิตได้แล้ว 60% รวมทั้งมีการขยายไลน์การผลิตใหม่และสินค้าใหม่ ทำให้เป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้จะเพิ่มเป็น 2.1 ล้านคันได้ แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของอุตสาหกรรมสาขาสำคัญรายสาขา พบว่าส่วนใหญ่มีอัตราการขยายตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอุตสหากรรมอาหารขยายตัวเพียง 4.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 23.8% โดยคาดว่าปีนี้อุตสาหกรรมอาหารจะติดลบ 3%
ทั้งนี้ สอดคล้องกับยอดการส่งออกเดือน มี.ค. 2555 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ปรับตัวลดลง 6.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 19,866.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดในรูปเงินบาทจะมีมูลค่า 606,449.7 ล้านบาท ลดลง 6.15% ซึ่งหากดูยอดการส่งออกในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.2555) มีมูลค่า 54,641.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.92% หากคิดในรูปเงินบาท มีมูลค่า 1,692,304.8 ล้านบาท ลดลง 1.63% เนื่องจากตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป เอเชียใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ทวีปออสเตรเลีย แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ มีการขยายตัวในอัตราที่ลดลง เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
ด้านแวดวงธุรกิจ การตลาด สัปดาห์ที่ผ่านมา “เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์” ช็อปปิ้งไลฟ์สไตล์ ตรงข้ามถนนเจริญกรุง 93 ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและแห่งใหม่ในเมืองไทย ซึ่งเป็นค้าปลีกแห่งใหม่ล่าสุดของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 27 เม.ย.นี้ โดยเป้าหมายของช็อปปิ้งไลฟ์สไตล์แห่งนี้ ต้องการเป็นย่านการค้าแห่งใหม่ในรูปแบบย้อนยุค ภายใต้ 4 แนวคิด ย่านริมน้ำ ย่านโรงงาน ย่านกลางเมือง และย่านเจริญกรุง







