
กลยุทธ์ลงทุนทองคำหลังแถลงการณ์ FED
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโน
โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโน
ผมคิดว่านักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่า ขณะนี้ “ทองคำ” ถูกมองเป็น “สกุลเงิน” อีกสกุลหนึ่งที่นำมาทดแทน “ดอลลาร์สหรัฐ” และ “ยูโร” ดังนั้น การประเมินแนวโน้มราคาทองคำจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องประเมินค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและค่าเงินยูโร หรืออันที่จริง ดูทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างเดียวก็ย่อมได้ เห็นจากความสัมพันธ์ที่แปรผันตรงข้ามกันระหว่างดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) กับราคาทองคำที่มีค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) เป็นลบที่ 0.73 บ่งชี้ว่า ถ้าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ราคาทองจะลดลง และถ้าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น
ในขณะที่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 อัตราเงินเฟ้อโลกวิ่งอยู่ในกรอบประมาณ 35% ต่อปี (ข้อมูล World Economic Database, IMF) แต่ราคาทองคำกลับปรับเพิ่มปีละ 24% เห็นได้ว่า ปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาทองขึ้นไม่ใช่เงินเฟ้อโดยตรง หากแต่เป็นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าจนนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลกขาดความเชื่อมั่นจนต้องมาถือทองคำแทนในฐานะเงินตราอีกสกุลหนึ่ง
ขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐถูกกำหนดโดยนโยบายการเงินผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) คือการพิมพ์เงิน ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่ 1 และ 2 (QE1 และ 2) ในวงเงิน 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า และทำให้ราคาทองคำเร่งตัวขึ้นมากนับจากปี 2552 เป็นต้นมา เมื่อผนวกกับความกังวลในเรื่องการล้มลงของระบบเงินยูโร ยิ่งมีส่วนให้ในปีที่แล้วราคาทองคำไปสูงถึง 1,922 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวอย่างมั่นคง ผลคือราคาทองคำปรับลงมาจากระดับ 1,922
หลังแถลงการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เมื่อคืนวันที่ 25เม.ย. 2555 ผมประเมินว่าความเป็นไปได้ที่จะมีนโยบาย QE3 น้อยลงมาก ผลสำรวจสถาบันการเงินชั้นนำของโลกหลัง FED ประชุมเสร็จโดยรอยเตอร์ส พบว่า สถาบันการเงินชั้นนำของโลกโดยเฉลี่ยประเมินว่า โอกาสมี QE3 อยู่ที่ 30% ถือว่าต่ำมาก
โดยที่ FED คำนึงเรื่องเป้าหมายของการดำเนินนโยบายการเงินไปที่อัตราเงินเฟ้อและการจ้างงาน โดยที่ดัชนีเศรษฐกิจทั้งสองตัวดีขึ้นตามลำดับ ดังจะเห็นจากการประเมินของ FED เอง พบว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐ (Core PCE) เริ่มขยับใกล้เพดานที่ 2% มากขึ้น ภาวะเงินฝืดที่ FED กลัว คือการที่ Core PCE ต่ำกว่า 2% มากๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณมาแล้ว โดยเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของ FED คือ Core PCE ที่ 2% ดังนั้น ถ้า FED ไม่ต้องการให้ Core PCE เกิน 2% อย่างต่อเนื่อง เมื่อคำนึงถึงสัญญาณว่าเงินเฟ้อสหรัฐกำลังเร่งตัว FED ก็ไม่ควรมีมาตรการ QE3
เช่นเดียวกัน สัญญาณการจ้างงานของสหรัฐเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ตัวเลขแนวโน้มการจ้างงานล่าสุดในมุมมอง FED ต่ำกว่าระดับ 8% แม้ว่าการว่างงานอาจจะลดลงไม่ทันตามที่ FED ต้องการ แต่ตัวเลขการว่างงานที่ต่ำกว่า 8% ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก
ด้วยปัจจัยทั้งหมดนี้ บ่งชี้ว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐน่าจะเริ่มมีเสถียรภาพแล้ว ไม่น่าจะอ่อนค่าไปมากๆ ดังเช่นในปีที่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่ราคาทองจะปรับขึ้นไปที่ระดับ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือสูงกว่าในปีนี้ จึงยากที่จะเกิดขึ้น
คำแนะนำด้านกลยุทธ์การลงทุนทองคำในปี 2555 ของผมคือ นักลงทุนทองคำที่มีต้นทุนเข้าซื้อในระดับที่สูงกว่า 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จะต้องคอยจับตาดูนโยบายของ FED อย่างใกล้ชิด แม้ว่า FED ประกาศว่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2557 แต่ FED มีกลยุทธ์ในการดึงสภาพคล่องของตนที่สร้างขึ้น (Exit Strategy) กลับเข้าสู่ธนาคารกลาง ซึ่งถ้า FED ถอนสภาพคล่อง ราคาทองคำจะปรับฐานครั้งใหญ่
สำหรับนักลงทุนที่มีต้นทุนสูงกว่า 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อาจต้องคิดเรื่องการทยอยลดการลงทุนทองคำ เพราะปัจจัยที่สนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นไปต่อนั้นเริ่มน้อยลงแล้ว และถ้ารัฐบาลสหรัฐปรับลดค่าใช้จ่ายทางการคลังหลังเสร็จการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเริ่มแข็งค่าขึ้น และราคาทองจะปรับฐานลง จึงควรจับตานโยบายการเงินการคลังของสหรัฐอย่างใกล้ชิด
ผมขอฝากข้อคิดให้นักลงทุนคิด คือ ไม่มีราคาสินทรัพย์ใดที่จะขึ้นเป็นขาเดียวตลอดไป ก่อนปี 2551 นักลงทุนคิดว่าราคาบ้านสหรัฐจะเป็นเช่นนั้น คือราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ แต่วิกฤตปี 2551 ชี้ว่าไม่จริง ก่อนหน้านั้นเมื่อ 30 ปีก่อน ในฟองสบู่ทองคำครั้งนั้น นักลงทุนก็คิดเช่นนั้น คือคิดว่าราคาทองคำจะไปเป็นขาขึ้นไปตลอด ไม่มีปรับฐาน ผลคือราคาทองคำปรับลงนานกว่า 20 ปี จึงกลับเข้าสู่ระดับราคาในฟองสบู่ครั้งก่อน







