
โรงงานพึ่งหุ่นยนต์มือสอง
โรงงานเอสเอ็มอีสั่งนำเข้าหุ่นยนต์มือสองจากญี่ปุ่น ทดแทนแรงงานขาดแคลนหนัก
โรงงานเอสเอ็มอีสั่งนำเข้าหุ่นยนต์มือสองจากญี่ปุ่น ทดแทนแรงงานขาดแคลนหนัก
นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า จากการทำโครงการคลินิกอุตสาหกรรม เข้าไปให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่ได้รับแจ้งว่าโรงงานที่ฟื้นฟูกิจการแล้วมีปัญหาขาดแคลนแรงงานไม่ยอมกลับมาทำเหมือนเดิม เฉลี่ยขาดแคลนอยู่ 10% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะการแย่งชิงแรงงานของผู้ประกอบการต่างๆ และแรงงานอีกส่วนหนึ่งกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด
“แรงงานที่ไม่กลับมาส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รับค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนแรงงานที่มีทักษะจะได้ค่าจ้างสูงน่าจะกลับมาทำงานต่อ ซึ่งปัญหา นี้เกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรม” นายพสุ กล่าว
นายชูศักดิ์ ศรีเพ็ชรดานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ที เอส ผู้ผลิตตาชั่ง กล่าวว่า แต่เดิมบริษัทมีแรงงานอยู่ 80 คนก่อนน้ำท่วม เมื่อฟื้นฟูกิจการกลับมาปัจจุบันเหลือคนทำงานอยู่ประมาณ 50 คน ส่วนใหญ่เป็นช่างเชื่อมเหล็ก ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าส่งลูกค้าได้ตามคำสั่งซื้อที่เข้ามา
โรงงานจึงตัดสินใจนำเข้าหุ่นยนต์มือสองจากประเทศญี่ปุ่นมาใช้แทนแรงงานที่ขาดหายไป โดยหุ่นยนต์มือสองใช้งานแล้ว 10 ปี ราคาอยู่ที่ตัวละ 5 แสนบาท ซึ่งได้นำเข้ามาแล้ว และอยู่ระหว่างการฝึกฝนให้แรงงานที่มีอยู่สามารถใช้งาน รวมถึงดำเนินการปรับปรุงอุปกรณ์ให้เข้ากับหุ่นยนต์
นายปริญญา มานัสสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค คอนเทนเน่อร์แบ้ก ผู้ผลิตกระสอบพลาสติกสานขนาดใหญ่คุณภาพสูง กระสอบพลาสติก กระสอบบรรจุอาหาร กล่าวว่า หลังจากที่โรงงานเริ่มฟื้นฟูจากน้ำท่วมและกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้แล้วประมาณ 70% แต่ตอนนี้มีปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก จากเดิมที่ใช้แรงงานอยู่ประมาณ 700 คน แต่เหลืออยู่ประมาณ 600 คน ทำงาน 3 กะ เนื่องจากแรงงานบางส่วนกลับบ้านไปแล้วไม่ได้กลับมาทำงานต่อ
อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับค่าจ้างให้พนักงานทั้งหมด รวมถึงพนักงานเก่าด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องการจ่ายค่าจ้าง แต่ก็ยังมีแรงงานบางส่วนเลือกที่จะไม่กลับมาทำงานต่อ
ดังนั้น บริษัทวางแผนจะกระจายความเสี่ยงมองหาแหล่งตั้งโรงงานแห่งที่ 2 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ภาคตะวันออก เช่น จ.ชลบุรี ระยอง และภาคตะวันตกติดชายแดน เช่น จ.กาญจนบุรี ตาก เพื่อไปอยู่ในพื้นที่ที่มีแรงงาน เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายตลาดในประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% จากยอดขายทั้งหมดของบริษัทจากเดิมที่อยู่ที่ 40% และไม่มีความจำเป็นต้องลดจำนวนแรงงานแม้ว่าต้นทุนค่าจ้างจะเพิ่มขึ้น







