
รัฐบาลยื้อ ขอเลื่อน70จังหวัดขึ้นค่าจ้าง300
หลังจากที่ภาคเอกชนได้นำเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานเลื่อนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับอีก 70 จังหวัด
หลังจากที่ภาคเอกชนได้นำเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานเลื่อนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับอีก 70 จังหวัด
ที่ค่าจ้างยังไม่ถึง 300 บาท ออกไปจากปี 2556 เป็นปี 2558 เนื่องจากภาคเอกชนโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างในเบื้องต้น 40% ในปีนี้แล้วอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นในระดับสูงจนผู้ประกอบการอาจจะไม่สามารถรับภาระได้
รวมทั้งได้เสนอตั้งกองทุนวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นวงเงินดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการได้ใช้เพื่อนำไปปรับปรุงเครื่องจักร หรือพัฒนาศักยภาพการผลิต แต่หลังจากการหารือร่วมกับกระทรวงแรงงานเสร็จ เอกชนน่าจะได้คำตอบแล้วว่าการเลื่อนขึ้นค่าจ้างตามที่เสนอขอไว้คงจะไม่เป็นดังหวัง งานนี้ผู้ประกอบการคงต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ให้เร็วที่สุด เพื่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก คงหนีไม่พ้นกลุ่มที่ใช้แรงงานอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ที่คาดว่าทำให้การส่งออกสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ปี 2555 ลดน้อยลง หรือขยายตัวประมาณ 68% มูลค่า 9.54-9.72 หมื่นล้านบาท จากที่คาดว่าจะขยายตัว 12-15% มูลค่า 1-1.03 แสนล้านบาท หรือมูลค่าการส่งออกหายไปประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น 15% ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง
รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหาร โดยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ใน 7 จังหวัดนำร่อง และอีก 70 จังหวัดที่เหลือขึ้นอีกประมาณ 40% จากการสำรวจพบว่าส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มสินค้าสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นสูงที่สุด 20% สินค้าเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 5-10% ผักผลไม้เพิ่มขึ้น 5-10% และกลุ่มขนมปังกรอบเพิ่มขึ้น 6-10%
นำเข้าปาล์มหมื่นตัน
หลังยื้อเรื่องกันไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์และโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ก็เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการนำเข้าน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเสียที ล่าสุด วัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า องค์การคลังสินค้า (อคส.) จะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรกจากต่างประเทศ 1 หมื่นตัน จากทั้งหมดที่ ครม.มีมติให้นำเข้า 4 หมื่นตัน มาถึงไทยในวันที่ 1 พ.ค.นี้ เพื่อนำมาจัดสรรให้สมาคมโรงกลั่นผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ซึ่งจะได้น้ำมันปาล์มประมาณ 6.7 ล้านขวด จำหน่ายในราคาขวดละ 42 บาท ตามเพดานควบคุมของกระทรวงพาณิชย์
การนำเข้าดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับโรงกลั่นที่ระบุว่าน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคา 42 บาทได้ โดยการนำเข้าคาดว่าจะไม่มีปัญหาติดขัด เพราะมีสินค้าและเรือพร้อมแล้วที่จะนำเข้ามา และจะไม่เกิดปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนเหมือนปีก่อนแน่นอน เพราะสถานการ์ณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศล่าสุดมีเหลืออยู่ 1.68 แสนตัน คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนเม.ย.สต๊อกยังคงเหลือ 1.5 แสนตัน แม้จะน้อยกว่าสต๊อกปกติที่ควรมี 2 แสนตัน แต่เชื่อว่าการนำเข้าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ โดยไม่ต้องรอให้เกิดการขาดแคลนถึงค่อยลงมาแก้ไขปัญหา
สำหรับการนำเข้าส่วนที่เหลืออีก 3 หมื่นตัน จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกสัปดาห์หลังจากนำเข้าล็อตแรกแล้ว หากยังจำเป็นก็จะทยอยนำเข้ามาผลิตต่อไป แต่หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติก็อาจจะไม่ต้องนำเข้าจนครบโควตา 4 หมื่นตัน ส่วนกระบวนการจัดสรรทางอคส.จะจัดสรรให้กับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบตามกำลังการผลิต ซึ่งจะผลิตขายภายใต้แบรนด์น้ำมันปาล์มแต่ละโรงงาน จะไม่มีการเปลี่ยนแพ็กเก็จน้ำมันปาล์มนำเข้าเป็นฝาจุกสีต่างๆ
บอร์ดบินไทยชดเชยไลเซนส์นักบิน
ประท้วงเงียบ เมื่อผู้ช่วยนักบิน บริษัท การบินไทย ส่งหนังสือลาพักร้อนแบบใจตรงกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้โดยสารมีความล่าช้า เนื่องจากต้องการเรียกร้องสิทธิให้ฝ่ายบริหารเร่งคืนสิทธิค่าส่วนเพิ่มพิเศษใบอนุญาตนักบิน (ไลเซนส์) ให้กับนักบินที่เข้าหลังปี 2548 ซึ่งไม่ได้รับสิทธิจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนนักบินที่เข้าทำงานก่อนปี 2548
ล่าสุด อำพน กิตติอำพน ประธานกรรมการบอร์ด บริษัท การบินไทย เปิดเผยว่า บอร์ดเห็นชอบให้คืนสิทธิค่าส่วนเพิ่มพิเศษไลเซนส์ จำนวน 5,800 บาท แก่นักบินที่เข้าทำงานปี 2548 ตามที่บอร์ดได้อนุมัติไว้ก่อนหน้านั้น แต่ถูกตัดสิทธิดังกล่าวไป เนื่องจากฝ่ายปฏิบัติตัดสิทธิดังกล่าวไป โดยไม่เสนอรายละเอียดที่ถูกต้องชัดเจนให้กับบอร์ดพิจารณา
นอกจากนี้ บอร์ดอนุมัติขึ้นเงินเดือนพนักงาน ภายใต้งบประมาณ 530 ล้านบาท โดยได้ปรับขึ้นเงินเดือนใน 2 ระดับ ได้แก่ กลุ่มพนักงานระดับ 1-7 เพิ่มสัดส่วนกว่า 3% และระดับผู้บริหารเพิ่มในสัดส่วน 1.6-1.7% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งผลประกอบการไตรมาสแรกบริษัทมีผลกำไรตามที่ตั้งเป้าหมายไว้
แนะรัฐทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว
แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต เป็นประเด็นที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก หลังจากที่แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เป็นศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งแม้ว่าจะมีความรุนแรงเพียง 4.3 ริกเตอร์ แต่ด้วยอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องเกือบ 50 ครั้ง ทำให้คนไทยเริ่มหวาดหวั่นกับภัยธรรมชาติชนิดนี้ อีกทั้งมีกระแสข่าวว่าบ้านเรือน 30 หลัง เกิดรอยร้าวขึ้นหลังจากเกิดอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่อง
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ เป็นหนึ่ง วานิชชัย ประธานคณะอนุกรรมการสาขาผลกระทบจากแผ่นดินไหวและแรงลม วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ต้องแถลงข่าวด่วน โดยเสนอแนะว่าภาครัฐต้องเร่งผลักดันให้มีการจัดทำแผนผังพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ โดยจะต้องลงลึกในรายละเอียดในระดับเมืองหรือจังหวัด โดยจะต้องทำรวมกับการจัดทำผังเมืองว่าพื้นที่บริเวณใดสามารถก่อสร้างโครงการในรูปแบบใดได้บ้าง ในบางบริเวณอาจเป็นพื้นที่เสี่ยงอาจเกิดดินสไลด์ หรือเป็นพื้นที่ป่าไม่ควรจะมีการก่อสร้างอาคารหรือสร้างที่อยู่อาศัย
ปัจจุบันประเทศไทยมีการออกกฎกระทรวงเรื่องการรับน้ำหนักความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตรต้องรองรับแผ่นดินไหว ครอบคลุมพื้นที่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคใต้ รวม 22 จังหวัด ซึ่งทั้งนี้ต้องการให้ภาครัฐแก้ไขกฎกระทรวงปี 2550 ให้ครอบคลุมอาคารที่มีความสูงต่ำกว่า 15 เมตร ขยายการควบคุมอาคารที่มีพื้นที่ดินอ่อนในอีก 14 จังหวัดในภาคกลาง และครอบคลุมไปยังภาคอีสานตอนเหนือ เป็นต้น







