posttoday
วัดใจรัฐบาลลุ้นพีดีพีใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดหรือดับ

วัดใจรัฐบาลลุ้นพีดีพีใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดหรือดับ

20 เมษายน 2555

หลายคนกำลังติดตามการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 25532573 (พีดีพี 2010) เพื่อปรับปรุงรายละเอียดของแผนผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายใกล้ได้ข้อสรุปในรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องตัดสินใจให้ได้ว่าประเทศไทยควรจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ท่ามกลางข้อกังวลและเป็นห่วงของภาคประชาชน เมื่อเห็นกรณีตัวอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิดจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2554

หลายคนกำลังติดตามการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 25532573 (พีดีพี 2010) เพื่อปรับปรุงรายละเอียดของแผนผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายใกล้ได้ข้อสรุปในรายละเอียด โดยเฉพาะประเด็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องตัดสินใจให้ได้ว่าประเทศไทยควรจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ ท่ามกลางข้อกังวลและเป็นห่วงของภาคประชาชน เมื่อเห็นกรณีตัวอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นระเบิดจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2554

ตามแผนพีดีพี 2010 ฉบับเก่า กำหนดให้ไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง รวม 5,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของกำลังผลิตทั้งหมดในระบบ เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำและไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งใช้เป็นตัวแปรในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยโรงไฟฟ้าแห่งแรกจะเกิดขึ้นในปี 2563 แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการศึกษาและการเตรียมพร้อม กลับพบอุปสรรคในด้านจิตวิทยา เพราะคนไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงความจำเป็นของการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จนต้องเลื่อนแผนการนำโรงไฟฟ้าเข้าระบบ 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2566 มาเป็นปี 2569 และมีความเป็นไปได้ที่ต้องเลื่อนออกไปอีก

สิ่งที่รัฐบาลกำลังตัดสินใจมี 2 แนวทาง คือ 1.เลื่อนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ไปอยู่ปีสุดท้ายของแผนพีดีพีฉบับนี้ในปี 2573 และ 2.ยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งทั้งสองทางเลือกต้องพิจารณาบนหลายปัจจัยพร้อมกัน และไม่ใช่เฉพาะเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยอย่างเดียว แต่ต้องมองระยะยาวไปถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ตลอดจนการกำหนดสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมและไม่เกิดความเสี่ยง

วัดใจรัฐบาลลุ้นพีดีพีใหม่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดหรือดับ

 

ปัจจุบันสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นก๊าซธรรมชาติ 67% รองลงมาเป็นถ่านหินและลิกไนต์ 19% พลังงานหมุนเวียน 13% น้ำมันเตา 1% ซื้อไฟมาเลเซีย 0.1% และดีเซล 0.02% การเลือกใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้านั้น ข้อดีคือเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน แต่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากไทยยังต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศทั้งพม่าและมาเลเซีย ซึ่งยังไม่รวมกับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ที่เริ่มมีราคาสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ควบคู่ไปกับการใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่มีการนับถอยหลังกับปริมาณสำรองที่จะหมดลงใน 10-15 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน การพึ่งก๊าซจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อพม่าหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งเยตากุน หรือยาดานา จะส่งผลกระทบต่อไทยทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ก๊าซที่ผลิตไฟฟ้า แต่รวมไปถึงก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ด้วย

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าของประเทศจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ที่เริ่มสูงขึ้น โดยไฟพีกปีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ระดับ 24,571 เมกะวัตต์ ทำลายสถิติเมื่อปี 2553 และมีโอกาสที่จะปรับสูงขึ้นแตะระดับ 2.5 หมื่นเมกะวัตต์ หลังผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ไปแล้ว เนื่องจากสภาพอากาศที่เริ่มร้อน และภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวหลังผ่านวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจก็เท่ากับต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอในอนาคตด้วย

สุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ซึ่งตามแผนพีดีพีเดิมจะมีเชื้อเพลิงอื่นเข้ามาทดแทน เช่น ถ่านหิน นิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียนบางส่วน ซึ่งกรณีนิวเคลียร์ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ลำบากในการสร้างความเข้าใจ เพราะหลายประเทศก็เริ่มถอย กลัวเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้ามองถึงความมั่นคงแล้ว ถือเป็นเชื้อเพลิงที่ดี ต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำ และเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็มีความก้าวหน้าไปมาก เพราะเหตุการณ์ระเบิดที่ญี่ปุ่นเป็นโรงไฟฟ้าเก่า ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์สึนามิ

ตามแผนพีดีพีไทยต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 4-5 แห่ง หากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกก็ต้องหาเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทน ซึ่งเชื้อเพลิงทางเลือกก็มีไม่กี่ประเภท ถ้าไม่อยากเลือกก๊าซธรรมชาติก็ต้องเป็นถ่านหิน ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะสร้างโรงไฟฟ้าอะไรถูกมวลชนต่อต้านหมด แม้กระทั่งโรงไฟฟ้าแกลบ หรือพลังงานลมก็โดนเหมือนกัน แต่ถ้าท้ายสุดไม่มีทางเลือกอื่นก็ต้องเป็นก๊าซ ซึ่งในระยะยาวคงต้องนำเข้าในรูปของแอลเอ็นจีที่ราคาเริ่มสูงขึ้น เนื่องจากกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะญี่ปุ่น หลังต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปก็ต้องระดมนำเข้าก๊าซเข้าไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาก๊าซในตลาดปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งราคาเฉลี่ยเดือน ม.ค.เม.ย. อยู่ที่ 280 บาท/ ล้านบีทียู จากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 260 บาท/ล้านบีทียู และคาดการณ์ราคาเดือน พ.ค.ส.ค. จะอยู่ที่ 300 บาท/ล้านบีทียู

อย่างไรก็ตาม การจัดทำพีดีพีรอบใหม่รัฐต้องมีความชัดเจนในเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อม ซึ่งหากไม่เลือกนิวเคลียร์ กำลังการผลิตไฟฟ้าที่กำหนดไว้ 5,000 เมกะวัตต์จะหายไป ทางเลือกในการใช้เชื้อเพลิงอื่นทดแทนจะเป็นแนวทางไหน ถึงขั้นต้องเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนรอบใหม่ก็ต้องรีบดำเนินการ เพราะกระบวนการสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี

แต่ถ้ามองเผื่ออนาคตก็ควรระบุให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในพีดีพี 1 แห่งทิ้งท้ายปี 2573 เกาะติดไว้เป็นกรณีศึกษา จะสร้างหรือไม่สร้างยังมีเวลา เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงเวลานั้นเกือบ 20 ปี ทิศทางการใช้เชื้อเพลิงในโลกยังมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกมาก ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ยังมีให้ศึกษา ประกอบกับการจัดทำพีดีพีของไทยก็มีการทบทวนอยู่เป็นระยะๆ ตามสถานการณ์ ในระหว่างนี้กระทรวงพลังงานในฐานะกำกับดูแลด้านพลังงานก็ต้องจริงจังกับการให้ความรู้เรื่องพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ หรือถ่านหิน เพราะที่สุดแล้วการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวก็ต้องมีเชื้อเพลิงเหล่านี้เป็นทางเลือกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ