
"เงินขาดมือ" วิ่งกดเงินสดล่วงหน้าสัญญาณอันตรายหนี้บัตรเครดิต
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนรุม ค่าครองชีพถีบตัวยกแผงขึ้น สิ่งที่หนึ่งที่สะท้อนความยากลำบากของประชาชนที่กำลังเผชิญภาวะ “เงินขาดมือ” ส่งผลให้ยอดการกดเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตได้พุ่งสูงขึ้น
จากการเปิดเผยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานยอดการใช้บริการบัตรเครดิตทั้งระบบ ณ เดือน ก.พ. 2555 พบว่ามีการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตร 1.24 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 2,701 ล้านบาท หรือ 27.72%
อีกมุมหนึ่งด้านปริมาณการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้ารวมทั้งหมด 9.99 หมื่นล้านบาท ลดลง 1,519 ล้านบาท หรือ 1.5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่มียอดใช้จ่ายรวม 1.01 แสนล้านบาท ซึ่งยอดใช้จ่ายที่ลดลงถือว่าลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แล้วนับจากต้นปีนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในประเทศ 8.27 หมื่นล้านบาท ลดลง 4,281 ล้านบาท หรือ 4.92% การใช้จ่ายในต่างประเทศ 4,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60 ล้านบาท หรือ 1.29%
การใช้จ่ายผ่านบัตรที่ลดลงสวนทางกับยอดการกดเงินสดที่เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายในการซื้อของ แต่มุมกลับกันผู้บริโภคมีความต้องการใช้เงินสดมากขึ้น
นั่นหมายความว่า การถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตของประชาชนมากขึ้น ส่งสัญญาณว่าประชาชนน่าจะขาดสภาพคล่องหรือเงินขาดมือ ไม่สามารถหางานทำได้ หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วมและเงินเฟ้อสูง และยิ่งใกล้เปิดเทอมแล้วความต้องการกดเงินสด หรือจับจ่ายใช้สอยเพิ่มตามไปด้วย
ทั้งนี้ ปัจจุบันจำนวนบัตรเครดิตในทั้งระบบมีทั้งสิ้น 15.44 ล้านใบ เพิ่มขึ้น 1.67 แสนใบ หรือ 1.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่มี 15.27 ล้านใบ โดยในจำนวนบัตรทั้งหมดมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิน 2.14 แสนล้านบาท ลดลง 5,814 ล้านบาท หรือ 2.65% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่มียอดคงค้าง 2.19 แสนล้านบาท
ในภาวะเศรษฐกิจที่ตึงเครียด ปัจจุบันนอกจากที่ผู้บริโภคจะต้องมีค่าใช้จ่ายจากน้ำท่วมสูง ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก อาทิ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้ภาระรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าในช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำท่วมปลายปี 2554 ธปท.จะมีการผ่อนกฎเกณฑ์การผ่อนชำระบัตรเครดิตขั้นต่ำจากเดิมกำหนดขั้นต่ำ 10% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ปรับเปลี่ยนเป็นขั้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนด บางแห่งอาจจะยกเว้นการผ่อนเงินต้นให้ผ่อนเฉพาะดอกเบี้ย หรือบางแห่งให้ผ่อนชำระขั้นต่ำ 3% ของสินเชื่อคงค้าง เป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้ลูกค้า ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการผ่อนผันเดือน มิ.ย. 2556 และจะกลับมาเป็นการผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% เหมือนเดิมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพสินเชื่อ
ผู้ประกอบการบัตรเครดิตไม่เพียงที่จะให้สิทธิการผ่อนขั้นต่ำ 3% เฉพาะลูกค้าที่ประสบปัญหาน้ำท่วมทั้งนั้นยังให้สิทธิลูกค้าทั่วไป ซึ่งนั่นหมายความว่า ลูกค้าอื่นๆ อาจจะเสียวินัยการเงิน ส่วนผู้ประกอบการอาจจะได้รับผลกำไรจากดอกเบี้ยมากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับหนี้เสีย หากมาตรการสิ้นสุดลูกค้าไม่สามารถที่จะกลับมาผ่อนชำระขั้นต่ำ 10% ได้ตามเดิม
จากพอร์ตตัวเลขสินเชื่อกลุ่มลูกค้าทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมและได้เข้าสู่กระบวนการขยายเวลาการชำระหนี้ การลดวงเงินผ่อนชำระ และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บรรเทาผลกระทบให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนนั้น ยอดคงค้างจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 2555 พบว่าในส่วนของสถาบันการเงิน 41 แห่ง ทั้งธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รวม 6.26 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 7.23% ของยอดสินเชื่อรวมทั้งระบบ (ไม่รวมการให้สินเชื่อระหว่างธนาคาร หรือ Interbank) แยกเป็นลูกหนี้ภาคธุรกิจจำนวน 20,256 ราย และลูกหนี้รายย่อยรวม 903,889 บัญชี และเมื่อคิดเป็นวงเงินตามประเภทสินเชื่อพบว่าส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อภาคธุรกิจ 461,202 ล้านบาท
ที่เหลือเป็นสินเชื่ออุปโภคบริโภคประมาณ 1.65 แสนล้านบาท โดยสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนใหญ่กว่า 80% ปรับปรุงโครงสร้างหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อ ขณะที่ลูกหนี้สินเชื่อบัตรเครดิตที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือมีจำนวน 13,840 ล้านบาท เหตุผลที่ลูกหนี้บัตรเครดิตมาปรับโครงสร้างหนี้น้อย เพราะ ธปท.ได้มีมาตรการผ่อนปรนชำระหนี้ขั้นต่ำไปแล้ว ทั้งนี้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคไตรมาส 4 ของปี 2555 อยู่ที่ 4.69 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.96% ของสินเชื่อรวม
ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิตทั้งสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) แข่งขันการออกบัตรเครดิตดึงดูดลูกค้างัดโปรโมชันด้วยการชูแคมเปญการใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด เพื่อรับส่วนลดเพิ่มเติม การคืนเงินกลับเข้าบัญชีเมื่อมีการชำระด้วยบัตรเครดิตตามวงเงินที่กำหนด รวมถึงการผ่อนชำระสินค้าโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหากผ่อนชำระคืนในเวลาที่กำหนด ซึ่งแคมเปญการตลาดที่น่าจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นนั้น ทำให้เกิดความกังวลถึงปัญหาหนี้สินของสินเชื่อบัตรเครดิตที่จะเกิดตามมา
แม้ว่าส่วนใหญ่พฤติกรรมผู้ถือบัตรเครคิตจะผ่อนชำระสินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตเต็มจำนวน แต่หากภาวะเศรษฐกิจยังคงชักหน้าไม่ถึงหลังและเผชิญกับแรงกดดัน โดยเฉพาะจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูง จากการที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้น ยังเป็นแรงกดดันต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งแน่นอนว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าย่อมส่งผลต่อภาระรายจ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลสะท้อนกลับมายังความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อบัตรเครดิตในอนาคต
ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการบัตรเครดิตเองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้บัตรเครดิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการมากขึ้น ในภาวะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเองต้องปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องของการบริหารความเสี่ยงของสินเชื่อ ถึงแม้จะต้องการขยายฐานสินเชื่อบัตรเครดิตก็ตาม เพื่อรักษาคุณภาพของสินเชื่อในระบบของตน
หากภาวะเศรษฐกิจยังร้อนแรงรัดตัวอย่างนี้ ปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังและสภาพเงินขาดมือ ผสมโรงกับสิ้นสุดโครงการมาตรการการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำแล้ว ผู้บริโภคกลับมาแบกภาระผ่อนชำระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว ก็คล้ายกับเส้นเชือกที่ขึงตึงจะรัดคอลูกหนี้ให้แน่นขึ้น และในที่สุดก็ลามสู่วัฏจักรปัญหาหนี้เสีย







