
ไอซีทีเคลียร์ปมขัดแย้งศธ.แท็บเล็ตล้านเครื่อง
ท่ามกลางความขัดแย้งจากข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นับตั้งแต่โครงการแท็บเล็ตฟรีสำหรับนักเรียนชั้น ป.1 เกิดขึ้น จนบานปลายกระทบถึงการเซ็นสัญญาจ้าง บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ผู้ผลิตจากประเทศจีน ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เซ็นสัญญาเมื่อใด และยังต้องตามดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้จริงๆ ตามที่ประกาศไว้
ท่ามกลางความขัดแย้งจากข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นับตั้งแต่โครงการแท็บเล็ตฟรีสำหรับนักเรียนชั้น ป.1 เกิดขึ้น จนบานปลายกระทบถึงการเซ็นสัญญาจ้าง บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ผู้ผลิตจากประเทศจีน ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้เซ็นสัญญาเมื่อใด และยังต้องตามดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วโครงการนี้จะเกิดขึ้นได้จริงๆ ตามที่ประกาศไว้
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทุกประเด็น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที มีคำตอบในทุกคำถามที่เป็นปัญหาคลุมเครืออยู่ในขณะนี้ทั้งหมด
“เรื่องปัญหาระหว่างกระทรวงไม่เคยเกิดขึ้น แต่การทำงานโครงการนี้เป็นรูปแบบแต่ละกระทรวงต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ไอซีทีได้รับมอบหมายให้จัดหาแท็บเล็ตก็เป็นไปตามนั้น และข้อมูลที่ออกจากกระทรวงไอซีทีถือเป็นข้อมูลที่จริงทั้งหมด” รมว.ไอซีที กล่าว
สาเหตุที่เงื่อนไขการจัดซื้อ (ทีโออาร์) เปลี่ยนแปลงกะทันหัน คือ เพิ่มจำนวนจาก 9 แสน เป็น 1 ล้านเครื่อง ขยับวงเงินจาก 1,900 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท และการสั่งซื้อซ้ำ (Repeat Order) จากเจ้าเดิม และต้องนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เห็นชอบเมื่อ 10 เม.ย.ที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นหลังการหารือร่วมกันระหว่าง นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.ไอซีที เมื่อวันที่ 9 เม.ย.
ภายหลังการหารือพบว่า 7 หน่วยงานที่มีนักเรียน ป.1 ในสังกัด ยังไม่ได้โอนงบประมาณการจัดซื้อมาให้ที่กระทรวงไอซีที ซึ่งอาจทำให้การจัดซื้อแท็บเล็ตเกิดความยุ่งยาก และต้องดำเนินการหลายครั้ง ดังนั้นเพื่อให้ขั้นตอนการจัดซื้อรวดเร็วมากขึ้น จึงเห็นว่าทั้ง 7 หน่วยงาน คือ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงมหาดไทย (ส่วนของโรงเรียนสังกัดท้องถิ่นต่างๆ) และกรุงเทพมหานคร และพัทยาควรโอนงบมาให้กระทรวงไอซีทีดำเนินการเพียงครั้งเดียว
จึงเป็นที่มาของจำนวนและงบที่เพิ่มขึ้นจากเดิม ส่วนเรื่องรีพีต ออร์เดอร์ เป็นการเตรียมการล่วงหน้ากรณีต้องการแท็บเล็ตเพิ่มจากจำนวนที่ตั้งไว้ และการสั่งซื้อจากเจ้าเดิมส่งผลถึงเรื่องราคาที่ถูกลงและสเปกที่สามารถต่อรองได้มากขึ้น เนื่องจากสั่งปริมาณมาก
“หากการเปลี่ยนแปลงหรือทบทวนร่างสัญญาส่งผลดีต่อโครงการให้เดินหน้าไปได้เร็วขึ้นก็เป็นสิ่งที่ทำได้ ซึ่งหลังจากเสนอเข้า ครม.เห็นชอบแล้ว เชื่อว่าหลังจากนี้ทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้แน่นอน”
ทั้งนี้ หลังสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นชอบร่างสัญญาที่มีการเพิ่มเติมเนื้อหาแล้ว จีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดไอซีที จะเป็นผู้เซ็นสัญญากับทางสโคป และภายใน 60 วัน จากการเซ็นสัญญา ทางสโคปจะต้องส่งมอบแท็บเล็ตล็อตแรก 2 แสนเครื่อง ซึ่งตามเงื่อนไขที่กำหนดคือ ราคา 82 เหรียญสหรัฐ นำส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยทางสโคปต้องมีเครื่องสำรองอีก 1% ของยอดผลิตกรณีเกิดปัญหา ซึ่งการกระจายแท็บเล็ตนั้นจะแจกจ่ายให้กับนักเรียน ป.1 ทั่วประเทศ เบื้องต้นคาดว่ามีจำนวน 8.4 แสนคน และแต่ละโรงเรียนจะได้เครื่องสำรองสำหรับครูโรงเรียนละ 2 เครื่อง
สเปกที่กำหนดไว้คือ หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว มี 3 สี คือ แดง ฟ้า และเมทัลลิก หน่วยบันทึกข้อมูล 8 กิกะไบต์ หน่วยประมวลผลกลาง หรือซีพียูแบบดูอัล คอร์ ไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ หน่วยความจำหลัก 1 กิกะไบต์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 3.2 (Honeycomb) และรองรับแอนดรอยด์ 4.0 (Ice Cream Sandwich) และอยู่ระหว่างเจรจาให้เพิ่มช่องเสียบสัญญาณความละเอียดสูง (HDMI) เพื่อเชื่อมต่อกับจอไฮเดฟิเนชันได้
อย่างไรก็ตาม แม้ รมว.ไอซีที จะมั่นใจว่าการจัดซื้อจัดจ้างสโคปจะเป็นไปตามแผนและส่งมอบในเดือน มิ.ย.นี้ แต่ยังคงมีเสียงเล็ดลอดมาว่าการเซ็นสัญญาจะไม่เกิดขึ้นก่อนสงกรานต์นี้อย่างแน่นอน เนื่องจากคณะกรรมการจัดหาแท็บเล็ตยังไม่ได้พูดคุยกับสโคปและไปรษณีย์เรื่องการจัดส่ง เพราะราคา 82 เหรียญสหรัฐ เป็นราคาที่ส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้น ยังไม่ได้รวมราคาค่าจัดส่งทั่วประเทศ
จึงต้องจับตากันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้จะจบลงด้วยดี หรือนักเรียน ป.1 ต้องคอยเก้อไปถึงสิ้นปีกันแน่







