
เร่งฟ้องเคลมประกัน‘ม็อบแดง’
ครบ2ปีหมดอายุความพ.ค.นี้ทิพยคาดสู้ถึงชั้นฎีกาถึงจ่ายได้
ครบ2ปีหมดอายุความพ.ค.นี้ทิพยคาดสู้ถึงชั้นฎีกาถึงจ่ายได้
สำนักกฎหมาย เตือนลูกค้าประกันยื่นฟ้องรักษาสิทธิเคลมสินไหมเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดง ก่อนหมดอายุความ 2 ปี เดือน พ.ค.นี้
แหล่งข่าวจากสำนักงานกฎหมาย เปิดเผยว่า ในเดือน พ.ค.นี้ จะเป็นเดือนที่ครบรอบ 2 ปี ของเหตุการณ์ความไม่สงบในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งลูกค้าของบริษัทประกันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ หรือได้รับความเสียหายจากการชุมนุม จะต้องยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทประกัน เพื่อขอรักษาสิทธิในการรับค่าสินไหมตามกรมธรรม์ไว้ก่อน
“หากลูกค้าไม่ยื่นฟ้องดำเนินคดีภายใน 2 ปี นับจากมีเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงเกิดขึ้น คดีก็จะหมดอายุความและอาจเสียสิทธิเรื่องค่าสินไหมได้ เพราะตอนนี้เองก็ยังไม่มีข้อสรุปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการก่อการร้าย หรือเหตุการณ์ไฟไหม้วางเพลิง” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม บริษัทประกันเองก็คงมีการเจรจากับลูกค้าเรื่องการจ่ายค่าสินไหมควบคู่ไปกับการดำเนินคดีด้วย ซึ่งในส่วนของตัวทรัพย์สินนั้นคงไม่มีปัญหา เพราะเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนและมีมูลค่าโดยตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าเสื่อมหรือราคาในท้องตลาด
ทั้งนี้ ส่วนที่มีปัญหามากและใช้เวลาในการพิสูจน์ค่าสินไหมนาน คงเป็นเรื่องของประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ที่อาจตกลงกันได้ยาก เพราะทั้งผู้เอาประกันก็คงต้องคิดค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างเต็มที่ ขณะที่บริษัทประกันเองก็ต้องอยากจ่ายให้น้อยที่สุด ซึ่งเฉลี่ยที่เห็นทำธุรกิจหยุดชะงักอย่างน้อยก็คุ้มครอง 12 เดือน
นายทนงศักดิ์ ศรีเรืองสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกัน กล่าวว่า บริษัทมีลูกค้าอยู่ไม่กี่รายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าว และคาดว่าลูกค้าคงต้องยื่นฟ้องร้องเพื่อรักษาสิทธิมาที่บริษัทเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คงต้องรอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากเหตุการณ์ก่อการร้ายหรือไม่ บริษัทถึงจะจ่ายหรือไม่จ่ายสินไหมได้
หากได้ข้อยุติว่าเป็นเหตุการณ์ก่อการร้าย ลูกค้าก็ต้องซื้อความคุ้มครองก่อการร้ายด้วย บริษัทถึงจ่ายค่าสินไหมได้ แต่ถ้าสรุปแล้วไม่ใช่เหตุการณ์ก่อการร้าย และลูกค้าซื้อกรมธรรม์ความเสี่ยงภัยทุกชนิดหรือไอเออาร์ไว้ บริษัทก็จ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าได้ เนื่องจากไอเออาร์นั้น ให้ความคุ้มครองถึงการกระทำที่มุ่งร้ายไว้ด้วย
“เรื่องนี้คงอีกนานกว่าจะจบ เพราะแม้ศาลชั้นต้นให้เราจ่าย ก็ใช่ว่าเราจะจ่ายได้เลย บริษัทประกันภัยต่อต่างชาติและบริษัทประกันในไทยที่เราไปรับงานร่วมกับเขา ก็อาจให้เราสู้คดีจนถึงชั้นฎีกาก็ได้ เนื่องจากสัดส่วนงานที่เรารับไว้ไม่มาก เราเก็บความเสี่ยงไว้ได้ไม่เกิน 10% หรือ 400 ล้านบาท ของส่วนผู้ถือหุ้น 4,000 ล้านบาท ดังนั้นส่วนใหญ่เราจึงเป็นจำเลยร่วมมากกว่า ผู้ที่จ่ายค่าสินไหมมากจึงตกอยู่กับพันธมิตรเรา” นายทนงศักดิ์ กล่าว







