
เขย่า 'ทุนสำรอง' เงินร้อนที่ขย่มรัฐบาล
8...ทีมข่าวการเงิน
หลักการบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือกระเป๋าของประเทศ ควรเป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงของประเทศ มิใช่มุ่งเพื่อให้เกิดผลกำไรสูงสุด น่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
และถ้าจะให้ดีก็ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ต่อการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจให้ยั่งยืนเข้มแข็งด้วย
ยิ่งในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ฐานะประเทศมั่งคงขึ้น ทุนสำหรับรองที่มากขึ้น การจะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เก็บไว้มากเกินความจำเป็น มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจให้มากที่สุด น่าจะเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง
ฉะนั้น การขายไอเดียร้อนๆ ของ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ว่า คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรไปหารือกันถึงการพิจารณารวมบัญชีทุนสำรองของประเทศเป็นบัญชีเดียว เหมือนที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำ ไม่ใช่ใช้ระบบ 3 บัญชี เหมือนในปัจจุบัน ก็น่าคิด
เพราะถ้ารวมแล้วมีเงินส่วนที่เกินจำเป็นที่ควรดำรง ก็ควรจะเอามาใช้ประโยชน์ อย่างน้อยก็เอาเงินมาช่วยชำระหนี้ดอกเบี้ยของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ที่มียอดอยู่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลต้องรับภาระตั้งงบประมาณมาใช้ชำระดอกเบี้ยปีละ 67 หมื่นล้านบาท ก็น่าจะเหมาะสม
การเสนอแนวคิดของไตรรงค์ครั้งนี้ไม่ควรมองข้าม เพราะถ้าดูเผินๆ ปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศที่ ธปท. ประกาศต่อสาธารณะในแต่ละสัปดาห์ มันมากมายน่าจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่จะเก็บไปฝากกินดอกเบี้ยจิ๊บจ๊อยจริงๆ
ทั้งนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุด ณ วันที่ 26 ก.พ. ปีนี้ มีสูงถึง 1.418 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคิดเป็นเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันก็ตกราว 4.692 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว
ช้าก่อน...อย่าพึ่งคิดว่าเม็ดเงินที่ว่านี้มากมาย เอามาใช้จ่ายได้เยอะแยะ
เพราะถ้านำตัวเลขนี้มาพิจารณาแยกส่วนที่ห้ามแตะ เพราะต้องกันไว้เพื่อความมั่นคงแล้ว จะพบว่าฐานะทุนสำรองแท้จริงมันอาจจะไม่ได้มีมากอย่างที่คิด
เพราะถ้าดูจากองค์ประกอบของทุนสำรองที่ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.418 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ซึ่งทุนสำรองทั้งหมด ธปท. เป็นผู้ดูแล
ส่วนแรก เป็นสินทรัพย์ต่างประเทศ อยู่ในบัญชีงบการธนาคาร ใช้สำหรับการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อความมั่นคงทางการค้ากับต่างประเทศ สร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศให้ยั่งยืน
ส่วนที่ 2 เป็นงบของฝ่ายออกบัตรธนาคาร ซึ่งส่วนนี้เอาไปใช้ในกิจการธนบัตรและโรงพิมพ์ธนบัตร และงบทุนสำรองเงินตรา ซึ่งจำนำไปใช้บริหารจัดการธนบัตรและทุนสำรองเงินตรา
และในส่วนของงบทุนสำรองเงินตรานี้เองที่แบ่งแยกออกเป็นบัญชีย่อยๆ อีก 3 บัญชี คือ 1.บัญชีทุนสำรองเงินตรา ที่ใช้หนุนหนังธนบัตรออกใช้ ปัจจุบัน ธปท. หนุนหลัง 100% ของปริมาณธนบัตรทั้งหมด แม้กฎหมายจะกำหนดให้หนุนหลังเพียง 60% ก็ตาม
2.บัญชีผลประโยชน์ประจำปี ซึ่งการบริการจัดการทุนสำรองได้รับดอกผลเท่าไร ต้องนำมาเก็บไว้ในบัญชีนี้
บัญชีนี้เองที่กฎหมายกำหนดให้ต้องนำไปชำระหนี้เงินต้นหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่มีอยู่ร่วม 1.4 ล้านล้านบาท แต่เจ้ากรรมในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ขาดทุนจากการแทรกแซงค่าเงินบาทมาต่อเนื่อง ทำให้ไม่สามารถนำส่งรายได้ไปชำระหนี้ไม่ได้สักบาทเดียว
และ 3.บัญชีสำรองพิเศษ ซึ่งบัญชีในส่วนนี้เสมือนบัญชีที่ใช้เก็บกำไรสะสม ซึ่งปัจจุบันส่วนนี้มีอยู่ประมาณ 89 แสนล้านบาท
แต่ส่วนนี้ถ้าจะแตะต้องแก้ไขกฎหมาย และที่สำคัญ การแตะต้องเงินก้อนนี้ค่อนข้างอ่อนไหวกระทบความรู้สึกคนจำนวนมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ลงแรงร่วมใจทอดกฐินถวายทองคำและเงินเหรียญสหรัฐเข้าช่วยสะสมไว้ในคลังประเทศ ในช่วงหลังวิกฤตค่าเงินบาท
จากปริมาณที่กล่าวถึง ดูเหมือนทุนสำรองจะอยู่ในระดับสูงเพียงพอที่จำนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ถ้าคำนวณทุนสำรองส่วนเกินที่น่าจะนำมาใช้ได้จริงๆ ตามภาระผูกพันแบบไม่ประมาทแล้วละก็ จะพบว่าเงินทุนสำรองที่น่าจะนำมาใช้ได้จริงมีไม่ถึง 1 แสนล้านบาท
เพราะถ้านำทุนสำรองที่มีโชว์ตัวเลขสูงลิ่วมาหักภาระผูกพัน เช่น หนี้ต่างประเทศ ปริมาณธนบัตรออกใช้ทั้งในปัจจุบันและรองรับไว้เผื่อการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศในอนาคตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
รวมถึงกันไว้สำรองไว้เผื่อนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 3 เดือนแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ทุนสำรองสุทธิไม่น่าจะเหลือเพียง 67 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เท่านั้น
ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาระดับทุนสำรองทั้งสิ้น ณ วันที่ 26 ก.พ. ที่มี 1.418 แสนล้านบาทแล้ว น่าจะเพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การนำไปใช้ควรระมัดระวังเผื่อกรณีฉุกเฉินด้วยเช่นกัน เพราะส่วนเกินที่นำไปใช้ได้จริงๆ ไม่ได้มีมากมายนัก
ฉะนั้น ถึงจะให้รวมบัญชีเป็นบัญชีเดียวจริงๆ ในภาวะที่เงินบาทแข็งค่าเช่นนี้ ก็อาจจะไม่ทำให้ ธปท. มีกำไรนำส่งคลังได้อยู่ดี เพราะ ธปท. ก็จะยังประสบภาวะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ดี
ความพยายามดำเนินนโยบายของรัฐบาลจึงอาจจะไม่บรรลุผล
รัฐบาลอย่าพยายามนำหลัก การที่ถูกต้องในการรวมบัญชีทุนสำรองประเทศเป็นบัญชีเดียว ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้อง โดยอาศัยเสียงสนับสนุนของนักวิชาการ นักการเงิน
เพียงเพื่อต้องการดึงเงินส่วนเกินที่ดูเหมือนจะมีอยู่มากมายนี้ออกมาใช้โดยไม่ระมัดระวัง
เพราะเงินทำสำรองหมายถึงเสถียรภาพประเทศทั้งประเทศ การดำเนินการอะไรที่เกี่ยวข้องกับทุนสำรองควรกระทำอย่างระมัดระวัง...และให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
อย่ามุ่งหวังแค่เพียงหาเงินมาใส่มือ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ให้ประชาชนว่าจะใช้เงินให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเลย







