
รฟท.ร้องบอร์ดเพิ่มงบแก้ประมูลสายสีแดงอืด
การรถไฟฯ เตรียมชงบอร์ดขอเพิ่มเงินก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อรังสิต อีก 4,825 ล้านบาท
การรถไฟฯ เตรียมชงบอร์ดขอเพิ่มเงินก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อรังสิต อีก 4,825 ล้านบาท
นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ในวันที่ 10 เม.ย.นี้ ร.ฟ.ท.จะเสนอให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท.พิจารณาปรับเพิ่มกรอบวงเงินก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อรังสิต ระยะทาง 26 กม. เป็น 80,373 ล้านบาท จากเดิม 75,548 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,825 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาการประกวดราคาที่ช้ามากว่า 1 ปี
ทั้งนี้ เนื่องจากการเปิดซองราคาสัญญาที่ 1 หรืองานก่อสร้างงานโยธา สถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง พบว่ากลุ่มกิจการร่วมค้า SU เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดและได้เสนอราคาที่ต่อรองแล้วเหลือ 31,170 ล้านบาท ขณะที่กรอบวงเงินของ ร.ฟ.ท.อยู่ที่ 27,344 ล้านบาท จึงไม่สามารถดำเนินการได้
“สาเหตุที่ต้องปรับเพิ่มเพราะกรอบวงเงินเดิมคิดไว้เมื่อปี 2552 แต่ขั้นตอนดำเนินงานจนกว่าจะประกวดราคาใช้เวลากว่า 4 ปี ทำให้ราคาไม่เป็นปัจจุบัน” นายยุทธนา กล่าว
สำหรับกรอบวงเงินใหม่แบ่งเป็น 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาที่ 1 เพิ่มเป็น 30,078 ล้านบาท จากเดิม 27,344 ล้านบาท สัญญาที่ 2 งานโยธาสำหรับทางรถไฟ ระยะทาง 21 กม. เพิ่มเป็น 21,406 ล้านบาท จากเดิม 18,861 ล้านบาท และสัญญาที่ 3 งานระบบรถไฟฟ้า เครื่องกล และจัดซื้อตู้รถไฟฟ้า เพิ่มเป็น 28,899 ล้านบาท จากเดิม 26,272 ล้านบาท
“ต้องเร่งยุติเรื่องกรอบวงเงินให้ชัดเจน เพื่อจะได้เจรจาต่อรองกับกลุ่มกิจการร่วมค้า SU ให้ปรับลดวงเงินอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้วงเงินอยู่ในกรอบวงเงิน หากบริษัทแรกไม่ยอมจะได้เจรจากับบริษัทที่ 2 ต่อไป” นายยุทธนา กล่าว
นายยุทธนา กล่าวว่า แนวทางการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคสัญญาที่ 3 ปัจจุบันพบปัญหาว่าผู้เข้าร่วมประมูล 2 รายที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูล เนื่องจากบริษัทมิตซูบิชิ
อินดัสตรี และบริษัทมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ที่เข้าร่วมประมูลในสัญญานี้ มีกรรมการอิสระ 1 คนเข้าไปเป็นกรรมของทั้ง 2 บริษัท ซึ่งตามพ.ร.บ.ฮั้วประมูลถือว่ามีความเกี่ยวข้องกัน แต่องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า ในฐานะเจ้าของเงินกู้โครงการดังกล่าว เห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน
ทั้งนี้ ร.ฟ.ท.ยังไม่ยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว แต่ได้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กพว.) ว่าจะต้องใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสิน ซึ่งกพว.ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ให้ รฟท.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่ให้ขัดต่อ พ.ร.บ.ฮั้วและต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของไจก้าซึ่งเป็นเจ้าของเงินกู้ ดังนั้น รฟท.จะให้ฝ่ายกฎหมายหาข้อสรุปและดำเนินการต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาความล่าช้าในการดำเนินงานโครงการนี้ ทำให้ร.ฟ.ท.ต้องเสียค่าปรับจากการไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามกำหนด ซึ่งไจก้าเป็นผู้ปรับเฉลี่ยเดือนละ 1.8 ล้านบาท รวมเป็นเงินคถึงปัจจุบันประมาณ 37.4 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเจรจากับไจก้าเพื่อยกเว้นต่อไป เพราะความล่าช้าที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะไจก้า







