posttoday
ถึงเวลาปรับพอร์ต

ถึงเวลาปรับพอร์ต

05 เมษายน 2555

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล

โดย...สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน บทความในสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับโอกาสที่เฟดจะออกมาตรการ QE3 ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมคาดว่าเฟดมีโอกาสที่จะออกมาตรการในการประชุมเดือน เม.ย.นี้ ถึงแม้ว่า รายงานผลการประชุมของเฟดที่เพิ่งเปิดเผยออกมาในสัปดาห์นี้จะยังคงไม่ได้มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนก็ตาม ซึ่งแน่นอนย่อมส่งผลกระทบในด้านลบต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ผมคาดว่านักลงทุนทั่วโลกจะกลับมาเก็งกำไรในประเด็นนี้อีกครั้งในช่วงใกล้ที่จะมีการประชุมเฟดวันที่ 2425 เม.ย. หรือเริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะตัวเลขเกี่ยวกับตลาดแรงงานของสหรัฐที่จะประกาศในวันศุกร์นี้ ได้แก่ ตัวเลขอัตราการว่างงาน และการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าจะทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา โดยหากเป็นไปตามคาดการณ์ก็จะทำให้นักลงทุนยังคงมีความหวังว่าเฟดจะออกมาตรการ QE3 ต่อไป แต่หากตัวเลขออกมาดีกว่าที่คาดการณ์มากๆ ก็จะทำให้ความหวังริบหรี่ไปอีก

ส่วนบทความในสัปดาห์นี้ ผมตั้งใจว่าจะมานำเสนอสถานการณ์ล่าสุดในยุโรป หลังจากที่ไม่ได้กล่าวถึงมานานพอสมควร เนื่องจากประเมินว่า วิกฤตหนี้ในยุโรปมีโอกาสกลับมากดดันบรรยากาศการลงทุนในช่วง 13 เดือนข้างหน้า รวมถึงเสนอให้นักลงทุนปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ SET index ปรับตัวขึ้นถึง 1200 จุดแล้ว

ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าประเด็นข่าวในต่างประเทศเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับสถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปเพิ่มขึ้น โดยสื่อต่างประเทศพุ่งเป้าไปที่ “ประเทศสเปน” ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่เคยใช้ในการโจมตีประเทศกรีซ คือ การที่ไม่สามารถลดการขาดดุลการคลังได้ตามเป้า ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศสเปนมีแนวโน้มที่จะไม่สามารถปรับลดตัวเลขการขาดดุลการคลังในปี 2555 ได้ตามเป้าหมายที่ตกลงไว้กับทางสหภาพยุโรปที่ 5.3% ของ GDP เนื่องจากนายกรัฐมนตรีสเปน นาย Marino Rajoy พยายามที่จะเปลี่ยนเป้าหมายการขาดดุลการคลังเป็น 5.8% ของ GDP เหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สื่อในต่างประเทศเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับสเปนรอบใหม่ โดยนำปัจจัยเสี่ยงในด้านอื่นๆ ของสเปนกลับมาขยายความมากขึ้น โดยเฉพาะจุดอ่อนเดิมของสเปน คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดฟองสบู่ไปพร้อมกับสหรัฐซึ่งทำให้ฐานะทางการเงินของธนาคารในสเปนอ่อนแอ และอัตราการว่างงานของสเปนที่สูงถึง 23.6% ซึ่งกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจ ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสเปนได้ปรับตัวขึ้นมาเกิน 5% อีกครั้ง หลังจากลดลงไปในช่วงเดือน ม.ค.ก.พ. รวมถึงปรับตัวขึ้นมากกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกจับตามากที่สุดในช่วงปลายปี 2554 ส่วนดัชนีราคาบ้านของสเปนยังคงหาจุดต่ำสุดไม่พบ ในขณะที่อัตราการว่างงานยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

ผมประเมินว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สถานการณ์วิกฤตหนี้ของสเปนจะกลายเป็นเหตุผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐาน โดยเฉพาะหากเฟดยังคงไม่มีท่าทีที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการ QE3 แต่เชื่อว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับในช่วงไตรมาส 4/2554 โดยเหตุผลหลักไม่ใช่เป็นเรื่องของสเปนอย่างเดียวแต่เป็นเพราะตลาดหุ้นทั่วโลกได้มีการปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงไตรมาส 1/2555 โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงวิกฤตหนี้ที่สหภาพยุโรปมีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถครอบคลุมความเสี่ยงของวิกฤตหนี้ที่จะเกิดกับสเปนได้ ยกเว้น มาตรการ LTRO ของ ECB ซึ่งพบว่า ธนาคารในสเปนเป็นธนาคารที่ขอกู้เงินมากที่สุดประมาณ 260 พันล้านยูโร ผมเชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสเปนปรับขึ้นช้าลงได้สักระยะหนึ่งแต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มได้หากถูกแรงขายหนักๆ สำหรับสถานการณ์ของสเปนนั้น ผมเชื่อว่า รัฐบาลของสเปนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการยอมลดการขาดดุลการคลังตามเป้าหมายที่ตกลงไว้กับทางสหภาพยุโรป เพราะผมเชื่อว่า สเปนคงไม่ต้องการที่จะขอกู้เงินจาก IMF เหมือนไอร์แลนด์ โปรตุเกส และกรีซ เพราะจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่เข้มงวดมากกว่าที่เผชิญอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ สเปนมีหนี้ที่ครบกำหนดชำระคืนในไตรมาส 2/2555 สูงที่สุดในรอบปีถึง 43 พันล้านยูโร หรือคิดเป็น 15% ของหนี้ที่ครบกำหนดชำระทั้งหมดของประเทศในกลุ่มยูโรโซนในไตรมาส 2/2555 ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสเปนเป็นที่น่าติดตามมากในขณะนี้

ผมขอย้ำประเด็นที่ผมห่วงที่สุด คือ ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารทั่วโลกโดยเฉลี่ยปรับตัวขึ้นมา 17% จากต้นปี 2555 ในขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทยมีราคาปรับตัวขึ้นแล้ว 23% ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารโดยส่วนใหญ่มี Upside Gain สำหรับปี 2555 ลดลง ซึ่งหมายความว่าราคาหุ้นในระยะสั้นมีโอกาสที่จะเกิดการปรับฐานได้ หากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ เช่น ความเสี่ยงที่เงินลงทุนของธนาคารในยุโรปอาจจะมีผลเสียหายมากขึ้น จากการลงทุนในพันธบัตรของสเปน และการที่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของโลกในสหรัฐและยุโรปมีโอกาสถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงเดือน พ.ค. 2555

กล่าวโดยสรุป ผมประเมินว่า ตลาดหุ้นในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้ามีโอกาสที่จะผันผวนมากขึ้น จากทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ ได้แก่ มาตรการ QE3 และวิกฤตหนี้สเปนรอบใหม่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ ขอย้ำว่าผมไม่ได้มีมุมมองที่เป็นลบมากเพียงแต่ประเมินว่า ด้วยระดับดัชนีในปัจจุบันบริเวณ 1,200 จุด เป็นระดับที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีกำไรพอที่จะขายทำกำไรได้แล้ว โดยหากประเมินไปที่ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องจะพบว่า หุ้นในกลุ่มธนาคารมีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มพลังงานที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้สเปนรอบใหม่ ในขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานมีโอกาสได้รับผลลบจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่ยังคงมีผลบวกหากเฟดออกมาตรการ QE3 ดังนั้น ผมจึงแนะนำให้นักลงทุนลดพอร์ตหุ้นในกลุ่มธนาคารแต่ยังคงถือหุ้นในกลุ่มพลังงานต่อไปครับ

ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเองน่ะครับ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69