
เฟ้อไม่เฟ้อกับค่าจ้าง 300 บาท
โดย...เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
โดย...เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
เฟ้อไม่เฟ้อกับค่าแรง 300 บาทไม่รู้จะถกเถียงกันไปทำไมว่าอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพราะมันก็เป็นเพียงตัวเลขที่แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ถ้ารายได้สูงขึ้นด้วย ก็ยังสามารถรองรับของที่แพงขึ้นและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นแล้วจากสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ จากมหาอุทกภัยในปีที่แล้ว
ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งด้านการผลิต การบริโภค การลงทุน และการส่งออกในเดือน ก.พ. ล้วนดีขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) จะยังคงติดลบ แต่ก็ติดลบน้อยลง โดยติดลบ 3.4% จากปีที่แล้ว ในขณะที่เดือน ม.ค. ยังคงติดลบถึง 15% ส่วนตัวเลขอีก 3 กลุ่มก็ล้วนเป็นบวก โดยเป็นบวกมากขึ้น หรือ “กลับจากลบเป็นบวก” หลังจากติดลบไปตั้งแต่คราวน้ำท่วม
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน (PrivateConsumption Index : PCI) เดือน ก.พ. ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญก็ดีขึ้นมากจากปีที่แล้ว โดยเพิ่มสูงขึ้น 6.6% ดีกว่าเดือน ม.ค. ที่โตเพียง 1.9% มูลค่าการส่งออกตามระบบดุลการชำระเงินฟื้นตัวได้ 1.2% หลังจากติดลบติดต่อกันถึง 3 เดือน โดยเดือน ม.ค. ยังติดลบอยู่ถึง 6.1%
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment Index : PII) ก็เพิ่มขึ้น 8.8% จากปีที่แล้ว ในขณะที่เดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.6% โดยการนำเข้าสินค้าทุนก็เพิ่มขึ้นถึง 40.7% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.ปีที่แล้ว โดยตัวเลขเดือน ม.ค. เติบโตเพียง 5.3% ซึ่งปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวจากที่ย่ำแย่ไปในช่วงน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อซ่อมแซมอาคาร โรงงาน เครื่องจักร และที่อยู่อาศัย โดยตัวเลขการนำเข้าที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์ที่เสียหายไปในช่วงน้ำท่วม
การผลิตและการลงทุนก็เป็นการชดเชยจากที่หยุดการผลิตไปในช่วงน้ำท่วม และส่วนใหญ่ก็ฟื้นคืนกลับมาได้เกือบ 100% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนน้ำท่วม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประเทศไทยเราถือว่าเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก (Global Supply Chain) เภทภัยที่เกิดขึ้นในบ้านเราทำเอาการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ชะงักงันไปทั่วโลก
การผลิต การลงทุน และการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การจ้างงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และย่อมทำให้รายได้ของผู้ประกอบการและลูกจ้างแรงงานกลับเข้าที่ ซึ่งทำให้มีแรงซื้อสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจ และเมื่ออุปสงค์หรือความต้องการสินค้าบริการมากขึ้น ราคาสินค้าและบริการก็ต้องสูงขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็เป็นเรื่องดีและจะช่วยกระตุ้นภาคการผลิตทั้งด้านอุตสาหกรรมและด้านการเกษตรสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ภาวะข้าวยากหมากแพงในปัจจุบัน แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ที่ยังคงตึงเครียดในอิหร่านและนโยบายผ่อนคลายการตรึงราคาค่าก๊าซของรัฐบาล (ซึ่งไม่ถึงกับปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาดเสรี) และทางภาครัฐก็ไม่ต้อง “แก้ตัว” อีกว่าราคาสินค้าไม่ได้ขึ้น แต่เป็นราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เพราะ “ความรู้สึก” ของผู้บริโภคไม่ได้ผิดหรอก เพราะเงินที่ออกจากกระเป๋ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมันหรือการจับจ่ายข้าวของ ล้วนทำให้เกิดความรู้สึกว่าของแพงขึ้น
ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ขึ้นต่อเนื่องมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดระดับลง จึงคาดหมายได้ว่าราคาสินค้าก็ต้องสูงขึ้นตาม เพราะต้นทุนพลังงานและการขนส่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ดังนั้นถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังสูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาสินค้าก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะยื้อได้ในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ เงินจะเฟ้อหรือไม่เฟ้อ ภาครัฐน่าจะรู้ดีที่สุด เพราะส่วนหนึ่งมาจาก “นโยบายประชานิยม” สุดขั้วของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายรถคันแรกและค่าจ้าง 300 บาท ซึ่งจะ “เสริมแรง” ดันระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในขณะนี้ เรื่องรถถูกกระตุ้นจากที่ “อั้น” มาในช่วงน้ำท่วม เพราะการผลิต การลงทุน และการบริโภคล้วนถูกกระตุ้นเต็มที่หรือเกือบเต็ม 100% ถ้าไม่เกิด “สถานการณ์” ที่ทำให้การผลิตและกำลังซื้อชะงักไป
ค่าจ้าง 300 บาท ก็เป็น “ปัจจัยทางตรง” ที่หนุนให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะรายได้สูงขึ้น กำลังซื้อมากขึ้น ความต้องการสินค้ามากขึ้น ระดับราคาสินค้าก็ต้องสูงขึ้น ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องดีใน “ระยะสั้น” เพราะผู้ประกอบการคงต้องปรับตัวยืน “ซัด” กับปัญหานี้ เพื่อชดเชยกับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยต้องพัฒนาฝีมือแรงงานหรือต้องหาเครื่องจักรทดแทน และอาจต้องหาโอกาสในการลงทุนในต่างประเทศที่มีแรงงานถูกกว่า
ในช่วงขณะเดียวกัน ข่าวเลือกตั้งในพม่าก็เป็นไปอย่างราบรื่น เป็นไปได้ในอนาคตแทนที่จะนำแรงงานจากพม่ามาทำงานในไทย อาจต้องนำโรงงานจากไทยไปทำที่พม่าแทน







