posttoday
ต้องรีบแผนอุทกภัยหวั่นอาจซ้ำรอยเดิม

ต้องรีบแผนอุทกภัยหวั่นอาจซ้ำรอยเดิม

26 มีนาคม 2555

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ประเทศไทยต้องเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในปี 2554 ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นมูลค่ามากถึง 1.4 ล้านล้านบาท ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในไตรมาส 4 ของปี 2554 ลดลงมากถึง -9% ส่งผลทำให้ตัวเลข GDP รวมของทั้งปี 2554 เพิ่มขึ้นในอัตราน้อยมาก คือ เพียง 0.1% ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2554 ลดลงมากถึง -34.4%

ประเด็นสำคัญคือ จะเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยน้ำท่วมในปี 2555 หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันในส่วนแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการป้องกันอุทกภัยนั้นค่อนข้างตกผลึกแล้ว ประการแรก ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการในลักษณะ Single Command โดยมีกฎหมายรองรับนั้น ปัจจุบันดำเนินการคืบหน้าไปมากแล้ว มีการก่อตั้งคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นประธาน มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ใช้รูปแบบ Single Command ในกิจการพลเรือน

ประการที่สอง กำหนดบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างบูรณาการ ซึ่งยุทธศาสตร์ได้กำหนดขึ้นมาตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. 2555 แล้ว ดังนี้

พื้นที่ช่วงต้นน้ำ นับตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ขึ้นไป ให้ความสำคัญกับการลดความเร็วของน้ำ โดยใช้มาตรการอนุรักษ์ป่า ปลูกป่า ก่อสร้างเขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง เพื่อชะลอน้ำเพื่อมิให้ไหลบ่าอย่างรุนแรง

ต้องรีบแผนอุทกภัยหวั่นอาจซ้ำรอยเดิม

 

พื้นที่กลางน้ำ ช่วงระหว่าง จ.นครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยา ให้ความสำคัญกับการกักเก็บน้ำและผันน้ำ โดยจัดการประตูระบายน้ำ ระบายน้ำตลอดพื้นที่และแก้มลิง เพื่อลดความเสียหายจากน้ำท่วมให้น้อยที่สุด

พื้นที่ปลายน้ำ เป็นพื้นที่ตอนล่างพระนครศรีอยุธยาลงมา นับเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จะต้องป้องกันอย่างเต็มที่ไม่ให้เกิดน้ำท่วม เร่งระบายน้ำและผลักดันน้ำออกสู่ทะเลโดยเร็ว ต้องเร่งขุดลอกคูคลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งปัจจุบันแม้มีจำนวนมากแต่เกิดปัญหาคอขวด เพราะมีสิ่งสกปรกกีดขวาง มีการสร้างถนนคร่อมคูคลอง และประตูระบายน้ำที่เล็กกว่าลำคลอง

สำหรับในระยะที่ผ่านมา มาตรการสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ คือ การเก็บกักน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพล ซึ่งมีความจุ 1.35 หมื่นล้าน ลบ.ม. และเขื่อนสิริกิติ์ 9,500 ล้าน ลบ.ม. แต่ในอนาคตเขื่อนอาจจะไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป เนื่องจากจะมีมาตรการอื่นๆ เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ เป็นต้นว่า

พื้นที่รับน้ำนอง หรือ “แก้มลิง” นับว่าสำคัญมากในการบริหารจัดการน้ำ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเกี่ยวกับแก้มลิงนี้มาตั้งแต่ปี 2538 ว่า นอกจากจะช่วยป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งอีกด้วย ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเบื้องต้นได้กำหนดพัฒนาแก้มลิงเป็นพื้นที่มากถึง 2 ล้านไร่ เพื่อรับน้ำนองชั่วคราวเป็นปริมาณมากมายถึง 6,00010,000 ล้าน ลบ.ม.

ทางระบายน้ำหลาก (Floodway) และทางผันน้ำ (Diversion Channel) เพื่อผันน้ำจำนวนมากจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปยังฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เป็นต้นว่า พัฒนา Floodway ตามแนวเขตริมถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกตะวันออกและตะวันตก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระพีพัฒน์และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ฯลฯ จะช่วยลดปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 1,500 ล้าน ลบ.ม./ วินาที ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑลให้อยู่ในระดับปลอดภัยโดยไม่ล้นตลิ่ง คือ ไม่เกิน 3,500 ลบ.ม./วินาที

การก่อสร้างคันป้องกันน้ำท่วมพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ กำหนดแนวป้องกันเป็นชั้นๆ เพื่อไม่ให้น้ำมาประชิดเมือง เป็นต้นว่า วางแนวป้องกันชั้นนอกสุดฝั่งตะวันตกตามแนวคลองพระยาบันลือ ส่วนแนวป้องกันฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศชั้นในสุด คือ การก่อสร้างเขื่อนล้อมรอบนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ

ปัจจุบันจึงไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะมาถกเถียงในเรื่องยุทธศาสตร์ป้องกันน้ำท่วมอีกต่อไป แต่จะต้องรีบเร่งดำเนินการตามแผนแม่บทให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้เป็นเวลาภายหลังน้ำลดนานถึง 4 เดือนแล้ว ขณะเดียวกันฤดูฝนก็กำลังจะคืบคลานมาถึงในเวลาอีกเพียงแค่ 12 เดือนข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ