
เศรษฐกิจดี?
ดิฉันได้อ่านข่าว ดูข่าว และฟังข่าวจากทุกสื่อแล้ว
โดย...ช.ชดา
ดิฉันได้อ่านข่าว ดูข่าว และฟังข่าวจากทุกสื่อแล้ว ขอบอกว่าออกอาการเบื่อกับคำพูดแบบแผ่นเสียงตกร่องของ รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการดูแลราคาสินค้าเต็มที
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาสินค้าไม่แพง ตอนนี้ราคาสินค้าก็ทยอยลดราคาลงมาแล้ว โดยเฉพาะเนื้อหมู เนื้อไก่ และอีกหลายรายการสินค้า
มันก็จริงตามที่ผู้ที่รับผิดชอบออกมาบอกกับประชาชน แต่ฟังแล้วก็ไม่รู้ว่าตอบไม่ตรงคำถาม หรือถามไม่ตรงคำตอบกันแน่
รู้หรือไม่ว่า การที่จะทำอาหารจานหนึ่ง มีองค์ประกอบหลายอย่างกว่าจะทำขึ้นมาเป็นอาหารได้ ทั้งข้าว แก๊ส น้ำมันพืช กะปิ น้ำปลา เนื้อสัตว์ กระเทียม ผัก ฯลฯ สินค้าอาจจะถูกลงชนิดหนึ่ง แต่อีกหลายๆ ชนิดที่เป็นส่วนประกอบสำคัญแพงขึ้น สิริรวมแล้วก็คือประชาชนจ่ายแพงขึ้นจริงๆ
นั่นคือเหตุผลที่ราคาอาหารสำเร็จรูป หรือข้าวราดแกง ที่คนทั่วไปบริโภคถึงได้แพงขึ้นมาก จานละ 2025 บาท หาได้ยากเต็มที พ่อค้าและแม่ค้าเคยมีกำไรเท่าไหร่ ก็อยากได้กำไรเท่าเดิม เมื่อวัตถุดิบขึ้นราคา ก็ต้องขึ้นราคาขายปลีกอาหารสำเร็จรูปตามไปด้วย
หากมีรถขับ ก็ต้องจ่ายเงินเติมน้ำมันเพิ่มขึ้น หากนั่งรถประจำทางก็ต้องคอยลุ้นว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้ผู้ประกอบการขึ้นราคาค่าโดยสารเมื่อไหร่
เรียกว่าได้เงินเพิ่มมาเท่าไหร่ เงินเฟ้อที่มาในรูปข้าวของแพงก็ดูดเงินไปหมด
หากไม่ใช่คนเดินดินกินข้าวแกง ไม่มีวันรู้หรอกว่าค่าครองชีพในขณะนี้แพงมหาโหดจริงๆ แค่ข้าวแกงก็กินจานเดียวแทบจะไม่อิ่ม หากมีลูกที่กำลังเรียนหนังสือก็จบกัน ถ้ารายได้พ่อแม่ไม่สูง โอกาสชักหน้าไม่ถึงหลังก็มีแน่นอน
และเมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้ ก็ต้องเป็นหนี้ เป็นทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ
นี่คือสถานการณ์ความเป็นจริงของเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน ซึ่งเศรษฐกิจในระดับมหภาค หรือในภาพรวมนั้นยังดูดี ทุกสำนักเศรษฐกิจได้ปรับตัวเลขประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจขึ้นอีก แต่สำหรับดิฉันเห็นว่าการโตของเศรษฐกิจนั้นกลวง ไม่ได้โตอย่างยั่งยืน
เหตุผลที่ทุกคนเห็นว่าเศรษฐกิจดีนั้นจะมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ที่รัฐบาลจะเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในการทำเมกะโปรเจกต์ทำโครงการน้ำทั้งนั้น ซึ่งจะมีการจ้างงานมากขึ้น มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ก็น่าจะทำให้คนมีแรงสู้เงินเฟ้อได้
แต่ดิฉันไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีมากอย่างที่มองกัน เพราะเงินที่ใส่เข้าไปในระบบนั้น หักเปอร์เซ็นต์ค่าหัวคิวต่างๆ นานา แล้ว ใน 100 บาท จะเหลือเงินไหลเข้าไปในระบบเท่าไหร่กัน
ยิ่งเงินเหลือน้อย และการหมุนรอบของเงินไม่มากอย่างที่คิด เงินหมุนแล้วก็หายไป หากหมุนมากรอบจะทำให้เศรษฐกิจต่อเนื่องได้รับประโยชน์ต่อไปได้ แต่หากเงินหมุนน้อยรอบ เงินหมุนแล้วหายไป อาจจะไปอยู่ในรูปการออมแล้วไม่ใช้ หรือไปอยู่ในรูปลงทุนระยะยาว ใส่เงินเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็คงไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจโตขึ้นมากอย่างที่คิดได้
มีปัจจัยผันแปรหลายประการที่ทำให้คิดในทางร้ายอย่างดิฉันได้ ทั้งปัจจัยในประเทศและปัจจัยต่างประเทศ
ปัจจัยต่างประเทศนั้นวิเคราะห์ได้ง่าย เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาก็เหมือนคนอมโรค สามวันดี สี่วันไข้ เหมือนจะดี แต่หลายคนก็คิดว่าเป็นเพราะอเมริกากำลังจะมีการเลือกตั้ง จึงมีการตกแต่งเศรษฐกิจให้ดูดีกว่าที่เป็นอยู่
นอกจากนี้ ทางฝั่งยุโรปเองก็มีปัญหาลามมาเป็นลูกโซ่ ทำให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจหลายแห่งต้องออกมาช่วยกันอัดเงินพยุงเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป
ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจของผู้บริโภครายใหญ่ของโลกไม่ดี การส่งออกของประเทศที่พึ่งพาตลาดเหล่านี้ก็จะลดลงตามไปด้วย รวมทั้งไทย ที่มีการส่งออกไปสองทวีปนี้ไม่น้อย
สำหรับปัจจัยในประเทศนั้นมีให้กังวลสารพัด ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ความไม่สงบทางการเมือง
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทก็เริ่มแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไทยประกาศใช้นโยบายลอยตัวค่าเงินบาทมาสิบกว่าปี ตอนนั้นค่าเงินบาทถูกกำหนดให้อยู่ที่ 27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่เมื่อลอยตัวก็ขึ้นไปเกือบ 50 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ
ค่าเงินบาทเริ่มไหลลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในขณะนี้อีกเพียง 3 บาท ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐก็จะกลับมาอยู่ในอัตราเดิมก่อนการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทแบบมีการบริหารจัดการ
เท่าที่ตามดูการบริหารเศรษฐกิจมาหลายรัฐบาล ก็พบว่าไม่ได้มีการส่งเสริมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้มากเท่าที่ควร เอกชนทำกันเองทั้งนั้น โดยเฉพาะรายใหญ่ที่มีกำลังเพียงพอก็จะยกเครื่องเพิ่มประสิทธิภาพและฝีมือแรงงานของพนักงานให้สูงขึ้น
แรงงานที่มีฝีมือก็จะได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวอยู่แล้ว และก็จะมีแรงต้านทานต่อเงินเฟ้อ ต่อข้าวของแพงมากกว่าแรงงานไร้ฝีมือที่กินเงินค่าแรงขั้นต่ำ
ดิฉันอาจจะเป็นพวกอนุรักษนิยมที่ไม่ชอบความเสี่ยง เพราะในช่วงทักษิโณมิกส์ก็เจอมาแล้วว่า การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบสุดโต่งนั้นสร้างภาระการคลัง และมีปัญหามากมายตามมา รัฐบาลขิงแก่ต้องตั้งงบประมาณมาช่วยลดภาระไป 2 แสนล้านบาท
เรื่องนี้หลายคนคงจะลืมไปแล้ว แต่ดิฉันไม่ลืม และมักจะเตือนคนใกล้ตัวเสมอว่าอย่าไปสร้างหนี้ อย่าใช้เกินตัว เพราะเวลาเศรษฐกิจไม่ดีก็ตัวใครตัวมัน ไม่มีใครช่วยเหลือใครได้เลย
เศรษฐกิจในภาพรวมอาจจะดูดี แต่ดิฉันยืนยันว่าเศรษฐกิจระดับครัวเรือนแย่ค่ะ







