
ปัญหาอุทกภัยกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน
หากนับจนถึงขณะนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2554
หากนับจนถึงขณะนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปลายปี 2554 ได้ผ่านมาแล้วประมาณ 3 เดือน นอกจากจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนทั่วไปแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย
แม้รัฐบาลจะเริ่มตั้งหลักในการจัดการปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) แต่ดูเหมือนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รูปธรรมของมาตรการที่จะนำมาแก้ไขและป้องกันปัญหาตลอดจนการฟื้นฟูประเทศ เป็นเพียงภาพที่ยังรางเลือน มีเพียงมาตรการที่จะลดหนี้สาธารณะของประเทศเพื่อที่จะได้มีโอกาสกู้เงินเพื่อมาแก้ปัญหาได้มากขึ้น เช่น การโอนหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ข้อเสนอให้ขายหุ้นของรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท. และการบินไทย และการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินจำนวน 4 ฉบับเท่านั้น
แนวทางการเริ่มแก้ปัญหาดังกล่าว ย่อมถือเป็นการแก้ปัญหาโดยเอาเงินเป็นตัวตั้ง ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่แทบไม่เคยได้ยินการแถลงถึงสาเหตุของปัญหาและรูปธรรมของมาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ในขณะที่ปัญหาภัยธรรมชาติ อันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศที่แปรปรวน ยังมีแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นรุนแรงกว่าเดิม
อาจารย์สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และยังเป็นกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มีข้อสังเกตต่อการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลขณะนี้ว่ามีความผิดพลาดที่ปล่อยให้มีการกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนหลักทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่ต้นฤดู จนทำให้ระดับน้ำในเขื่อนหลักโดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ 90 ของความจุเขื่อน และยังเห็นว่าจนถึงขณะนี้รัฐบาลเองยังไม่มีแผนจะทำการระบายน้ำอย่างไร ทำให้ภาคธุรกิจอยู่ในภาวะที่ขาดความเชื่อมัน
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยว่า วิกฤตน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก เห็นได้จากการที่กลุ่มบริษัท ซัมซุง และโตชิบา เลือกที่จะไปตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R & D) ที่เวียดนามและอินเดียแทนที่จะเป็นประเทศไทย ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งได้รับผลกระทบคล้ายกัน ได้เริ่มย้ายฐานผลิตรถยนต์บางรุ่นไปผลิตที่ประเทศอื่นแล้ว
ปัญหาภัยพิบัติภายในประเทศไทย ก็อยู่ในความสนใจของต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มองเห็นได้ชัดก็คือ พม่าและเวียดนาม ที่ขณะนี้อยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป โดยพม่าได้ทำการออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การยกเว้นภาษีให้นักลงทุนต่างชาตินานถึง 8 ปี และอาจมีการขยายระยะเวลายกเว้นภาษีออกไปอีก หากการลงทุนนั้นสามารถทำให้เกิดผลกำไรขึ้นกับประชาชนและประเทศพม่า
ในส่วนประเทศเวียดนามนั้น ขณะนี้รัฐบาลเวียดนามได้ขยายการสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นเพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติที่อาจย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย สาเหตุที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจที่จะไปลงทุนในเวียดนาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนมีความขยันขันแข็ง และที่สำคัญค่าแรงขั้นต่ำในเวียดนามยังต่ำกว่าไทย ขณะที่รัฐบาลไทยได้เริ่มดำเนินนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ วันละ 300 บาท จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติไปลงทุนในประเทศเวียดนามมากกว่าไทย
การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักมิให้ปัญหาจากภัยธรรมชาติกลับมาส่งผลกระทบกับการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับกรณีของการประมูลระบบโทรศัพท์ 3G ที่ล่าช้า จนทำให้ไทยล้าหลังกว่าเพื่อนบ้านบางประเทศ ด้วยการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่เฝ้ามองการแก้ปัญหาและแผนรับมือ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับปัญหาและมีมาตรการป้องกันที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นได้ว่าจะสามารถรับมือกับภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะทำให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติอยู่ในภาวะที่ไม่กล้าลงทุนเพิ่ม เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่ย่อมทำให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชนคนไทย และทำให้กิจการของคนไทยหรือที่คนไทยมีส่วนร่วมต้องได้รับผลกระทบตามไปด้วย







