
CENTELทะลุเป้า
รร.-อาหารดันรายได้โตเกิน20% ทั้งปีนี้กอดมาร์จิน65%เท่าปีก่อน
รร.-อาหารดันรายได้โตเกิน20% ทั้งปีนี้กอดมาร์จิน65%เท่าปีก่อน
CENTEL ลั่นรายได้ไตรมาสแรกโตเกินเป้า จีบซื้อแบรนด์อาหารญี่ปุ่น-ไต้หวัน ห่วงความเสี่ยงการเมืองสำคัญกว่าต้นทุนน้ำมัน-ค่าจ้าง
นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการเงินบัญชีและบริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เปิดเผยว่า รายได้ในไตรมาสแรกปีนี้ คาดว่าจะโตมากกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าดีกว่าเป้าหมายที่บริษัทประเมินไว้
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท หรือโตขึ้น 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 1.14 หมื่นล้านบาท
สาเหตุที่รายได้ในไตรมาสแรกปีนี้ดีเกินคาด เนื่องจากโรงแรมมีอัตราเข้าพักเพิ่มเป็น 74-75% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 70% และต้นปีผ่านมาเป็นฤดูไฮซีซันบริษัทได้เพิ่มราคาห้องพัก 3-7%
นอกจากนี้ อัตราการเข้าพักของโรงแรมในต่างประเทศที่บริษัทรับบริหารหรือที่ไปร่วมทุนก็ยังได้รับการตอบรับดี โดยเฉพาะที่มัลดีฟส์ที่รายได้ทะลุเป้าแล้ว
สำหรับธุรกิจอาหารก็ยังมีการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะร้านอาหารโอโตยะ เพราะผ่านมาเพียง 2 เดือน บริษัทเริ่มเห็นกำไรแล้ว หลังเพิ่งซื้อกิจการมาในครึ่งปีหลังของปีก่อน และคาดว่าทั้งปีจะสร้างรายได้ 790 ล้านบาท และจากปีก่อนที่ 207 ล้านบาท
แผนขยายงานงานธุรกิจอาหาร บริษัทยังคงสานต่อการซื้อแบรนด์อาหารใหม่ 1 แบรนด์ทุกปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในแบรนด์อาหารญี่ปุ่นและไต้หวัน ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาพันธมิตรในเอเชียที่มาชวนแบรนด์อาหารไทยของบริษัท 2 แบรนด์ไปขายในต่างประเทศ แต่กรณีนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป
สำหรับธุรกิจโรงแรม ปีนี้คาดว่าจะมีโรงแรมที่บริษัทรับบริหารใหม่ทั้งหมด 12 แห่ง และมีโรงแรมร่วมทุนที่มัลดีฟส์อีก 1 แห่ง ประกอบกับปีนี้บริษัทจะรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 300 ล้านบาท จากที่บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นในโรงแรมกะรน ภูเก็ต เพิ่มขึ้นเป็น 80%
ด้านการปรับตัวเพื่อรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บริษัทพร้อมไปรับบริหารโรงแรมในประเทศแถบอาเซียน ตั้งแต่อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในพม่า ซึ่งที่ผ่านมาอัตราการเข้าพักโรงแรมของบริษัทที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพิ่มขึ้นดีมาก
นายรณชิต กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงของบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นการเมืองมากกว่าต้นทุนพลังงาน หรือค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเกิดความรุนแรงขึ้นอีกจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อธุรกิจมากกว่า
ทั้งนี้ ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่ม 2% ของทุนโดยรวม แต่บริษัทเชื่อว่าหากหักกลบกับการที่รัฐมีนโยบายลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% จากเดิม 30% พร้อมกับการทำรายได้และการควบคุมต้นทุนด้านพลังงานก็จะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ปีนี้ให้เท่ากับปีก่อนที่ทำได้ 65% ไว้ได้
ทางด้านผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้นมากในปี 2554 โดยมีกำไรสุทธิ 550 ล้านบาท พลิกจากปี 2553 ที่ขาดทุนสุทธิ 55 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้น CENTEL ปิดที่ 11.40 บาท







