posttoday
วางแผนภาษีเมื่อกรมสรรพากร ลดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือ 23% (3)

วางแผนภาษีเมื่อกรมสรรพากร ลดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือ 23% (3)

12 มีนาคม 2555

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันถึงวิธีง่ายๆ ที่จะดูว่า เราควรจะนำขอเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่

ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันถึงวิธีง่ายๆ ที่จะดูว่า เราควรจะนำขอเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ โดยลองนำมาคำนวณเหมือนยื่นภาษีจริงๆ แล้วเทียบดูว่าระหว่างการขอเครดิตภาษีเงินปันผล กับการไม่ขอเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะรู้ว่ายื่นดีหรือไม่ ก็ต่อเมื่อปลายปีที่รายได้ค่อนข้างแน่นอนมากแล้ว

วิธีนี้ไม่ได้บอกว่า เราควรจะซื้อหุ้นปันผลหรือไม่ และหากสมควร บริษัทที่จ่ายปันผลนั้น ควรเสียภาษีในอัตราเท่าไร พูดง่ายๆ คือไม่บอกจุดคุ้มทุน

สรุปง่ายๆ คือ วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับการลงทุน

ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาต่อเรื่องที่ค้างกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือจุดคุ้มทุนอยู่ที่ไหน (ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ถือเป็นรายจ่ายที่เราเสียไปแล้ว หากเราจะยื่นขอเครดิตภาษีเงินปันผล ภาษีที่ได้คืนต้องมากกว่าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไป) ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอเครดิตภาษีเงินปันผลมีอะไรบ้าง จะขอเอาไว้สัปดาห์หน้าครับ

เรามาเริ่มที่การพิจารณาจุดคุ้มทุนกันก่อนครับ

การขอเครดิตภาษีเงินปันผล คือการที่กรมสรรพากรคืนภาษีนิติบุคคลที่เจ้าของหุ้นผู้ได้รับเงินปันผลได้ชำระไปแล้ว ดังนั้นเมื่อกรมสรรพากรคืนภาษีนิติบุคคลให้ ก็ต้องถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้รับ ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผลจึงต้องบันทึกเป็นเงินได้ แต่เนื่องจากเป็นภาษีนิติบุคคลที่กรมสรรพากรคืนให้นี้ เป็นภาษีที่กรมสรรพากรเก็บไปแล้ว จึงต้องบันทึกในส่วนของภาษีที่ชำระแล้วในตอนคำนวณภาษีเช่นกัน

อย่างที่กล่าวในตอนแรก (2 สัปดาห์ก่อน) อัตราภาษีที่แท้จริงของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล (ในฐานะเจ้าของธุรกิจ) จะเท่ากัน คือ 37% (อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 37% อัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 30% (เหลือเงินได้สุทธิ 70%) และผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ของกำไรหลังภาษี (70% ของกำไรก่อนภาษี) เท่ากับ 7% รวมเท่ากับ 37%

ดังนั้น หากผู้รับเงินปันผลมีฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 37% การขอเครดิตภาษีก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากอัตราภาษีเท่ากัน ดังตัวอย่าง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 10%

อัตราภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผล 30%

ฐานภาษีสูงสุดของผู้รับเงินปันผล 37%

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินปันผล 77

เครดิตภาษีเงินปันผล 33

รวมรายได้เมื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล 110

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้ 40.7 ตามฐานภาษีสูงสุด

ภาษีที่ชำระแล้ว

เครดิตภาษีเงินปันผล 33

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 7.7

รวมภาษีที่ชำระแล้ว 40.7

ภาษีที่ชำระเกิน 0

ดังนั้น เมื่อภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ปรับลดลงเหลือ 23% (อัตราภาษีที่แท้จริงของเจ้าของธุรกิจจะอยู่ที่ 30.7%) ในปีนี้ หากผู้รับเงินปันผลที่มีฐานภาษีอยู่ที่ 37% ขอเครดิตภาษีเงินปันผล ก็จะต้องเสียภาษีเพิ่ม 6.3% ดังตัวอย่าง

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 10%

อัตราภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผล 23%

ฐานภาษีสูงสุดของผู้รับเงินปันผล 37%

การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินปันผล 77

เครดิตภาษีเงินปันผล 23

รวมรายได้เมื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล 100

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้ 37 ตามฐานภาษีสูงสุด

ภาษีที่ชำระแล้ว

เครดิตภาษีเงินปันผล 23

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 7.7

รวมภาษีที่ชำระแล้ว 30.7

ภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 6.3

เมื่อพิจารณาที่อัตราภาษีที่แท้จริงแล้ว สำหรับผู้รับเงินปันผลที่มีฐานภาษีสูงสุดที่อัตรามากกว่า 30.7% ขึ้นไปไม่ควรที่จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล แต่เนื่องจากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยมี 5 ระดับตามเงินได้สุทธิสูงสุด ดังตาราง

ผู้มีเงินได้สุทธิมากกว่า 4 ล้านบาทในปีภาษี ไม่ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลและผู้ทีมีฐานภาษีต่ำ ยิ่งได้ประโยชน์มากจากเครดิตภาษีเงินปันผล

ส่วนที่ยังค้างกันอยู่ เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ในการเครดิตภาษีเงินปันผล ไว้คุยกันคราวหน้าครับ

หากสนใจการวางแผนการเงิน สอบถามได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ