
วางแผนภาษีเมื่อกรมสรรพากร ลดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคล เหลือ 23% (3)
ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันถึงวิธีง่ายๆ ที่จะดูว่า เราควรจะนำขอเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่
ครั้งที่แล้วเราได้คุยกันถึงวิธีง่ายๆ ที่จะดูว่า เราควรจะนำขอเครดิตภาษีเงินปันผลหรือไม่ โดยลองนำมาคำนวณเหมือนยื่นภาษีจริงๆ แล้วเทียบดูว่าระหว่างการขอเครดิตภาษีเงินปันผล กับการไม่ขอเครดิตภาษีเงินปันผล เราจะรู้ว่ายื่นดีหรือไม่ ก็ต่อเมื่อปลายปีที่รายได้ค่อนข้างแน่นอนมากแล้ว
วิธีนี้ไม่ได้บอกว่า เราควรจะซื้อหุ้นปันผลหรือไม่ และหากสมควร บริษัทที่จ่ายปันผลนั้น ควรเสียภาษีในอัตราเท่าไร พูดง่ายๆ คือไม่บอกจุดคุ้มทุน
สรุปง่ายๆ คือ วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับการลงทุน
ดังนั้น สัปดาห์นี้เรามาต่อเรื่องที่ค้างกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือจุดคุ้มทุนอยู่ที่ไหน (ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่าย ถือเป็นรายจ่ายที่เราเสียไปแล้ว หากเราจะยื่นขอเครดิตภาษีเงินปันผล ภาษีที่ได้คืนต้องมากกว่าภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไป) ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของการขอเครดิตภาษีเงินปันผลมีอะไรบ้าง จะขอเอาไว้สัปดาห์หน้าครับ
เรามาเริ่มที่การพิจารณาจุดคุ้มทุนกันก่อนครับ
การขอเครดิตภาษีเงินปันผล คือการที่กรมสรรพากรคืนภาษีนิติบุคคลที่เจ้าของหุ้นผู้ได้รับเงินปันผลได้ชำระไปแล้ว ดังนั้นเมื่อกรมสรรพากรคืนภาษีนิติบุคคลให้ ก็ต้องถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีของผู้รับ ดังนั้นเครดิตภาษีเงินปันผลจึงต้องบันทึกเป็นเงินได้ แต่เนื่องจากเป็นภาษีนิติบุคคลที่กรมสรรพากรคืนให้นี้ เป็นภาษีที่กรมสรรพากรเก็บไปแล้ว จึงต้องบันทึกในส่วนของภาษีที่ชำระแล้วในตอนคำนวณภาษีเช่นกัน
อย่างที่กล่าวในตอนแรก (2 สัปดาห์ก่อน) อัตราภาษีที่แท้จริงของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล (ในฐานะเจ้าของธุรกิจ) จะเท่ากัน คือ 37% (อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 37% อัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 30% (เหลือเงินได้สุทธิ 70%) และผู้ถือหุ้นที่ได้รับเงินปันผลต้องถูกหัก ณ ที่จ่าย 10% ของกำไรหลังภาษี (70% ของกำไรก่อนภาษี) เท่ากับ 7% รวมเท่ากับ 37%
ดังนั้น หากผู้รับเงินปันผลมีฐานภาษีสูงสุดอยู่ที่ 37% การขอเครดิตภาษีก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากอัตราภาษีเท่ากัน ดังตัวอย่าง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 10%
อัตราภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผล 30%
ฐานภาษีสูงสุดของผู้รับเงินปันผล 37%
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินปันผล 77
เครดิตภาษีเงินปันผล 33
รวมรายได้เมื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล 110
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้ 40.7 ตามฐานภาษีสูงสุด
ภาษีที่ชำระแล้ว
เครดิตภาษีเงินปันผล 33
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 7.7
รวมภาษีที่ชำระแล้ว 40.7
ภาษีที่ชำระเกิน 0
ดังนั้น เมื่อภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ปรับลดลงเหลือ 23% (อัตราภาษีที่แท้จริงของเจ้าของธุรกิจจะอยู่ที่ 30.7%) ในปีนี้ หากผู้รับเงินปันผลที่มีฐานภาษีอยู่ที่ 37% ขอเครดิตภาษีเงินปันผล ก็จะต้องเสียภาษีเพิ่ม 6.3% ดังตัวอย่าง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 10%
อัตราภาษีของบริษัทที่จ่ายปันผล 23%
ฐานภาษีสูงสุดของผู้รับเงินปันผล 37%
การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เงินปันผล 77
เครดิตภาษีเงินปันผล 23
รวมรายได้เมื่อขอเครดิตภาษีเงินปันผล 100
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่คำนวณได้ 37 ตามฐานภาษีสูงสุด
ภาษีที่ชำระแล้ว
เครดิตภาษีเงินปันผล 23
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (เงินปันผล) 7.7
รวมภาษีที่ชำระแล้ว 30.7
ภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 6.3
เมื่อพิจารณาที่อัตราภาษีที่แท้จริงแล้ว สำหรับผู้รับเงินปันผลที่มีฐานภาษีสูงสุดที่อัตรามากกว่า 30.7% ขึ้นไปไม่ควรที่จะขอเครดิตภาษีเงินปันผล แต่เนื่องจากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทยมี 5 ระดับตามเงินได้สุทธิสูงสุด ดังตาราง
ผู้มีเงินได้สุทธิมากกว่า 4 ล้านบาทในปีภาษี ไม่ควรขอเครดิตภาษีเงินปันผลและผู้ทีมีฐานภาษีต่ำ ยิ่งได้ประโยชน์มากจากเครดิตภาษีเงินปันผล
ส่วนที่ยังค้างกันอยู่ เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ในการเครดิตภาษีเงินปันผล ไว้คุยกันคราวหน้าครับ
หากสนใจการวางแผนการเงิน สอบถามได้ที่ฝ่ายธนบดีธนกิจ ธนาคารเกียรตินาคิน โทร. 02-680-3333







