
คลังดูดเงินรายย่อย2แสนล.
"สบน."ออกพันธบัตรขายปีนี้จับตาสินเชื่อโตดึงสภาพคล่อง
"สบน."ออกพันธบัตรขายปีนี้จับตาสินเชื่อโตดึงสภาพคล่อง
สบน.เอาใจนักลงทุนและรายย่อย ตั้งเป้าออกพันธบัตรเงินเฟ้อและพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 2 แสนล้านบาท ภายในปีนี้
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ในเดือน ก.ย.นี้ พันธบัตรจำนวน 2 แสนล้านบาท ที่ สบน.จะออกจำหน่าย 1 แสนล้านบาทแรก จะออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับนักลงทุนรายย่อยวงเงิน 1 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ถือพันธบัตรออมทรัพย์ที่ระดมให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่จะครบกำหนดในต้นเดือน ก.ย.นี้ ถึง 2.6 แสนล้านบาท
สำหรับเงื่อนไขการขายพันธ บัตรออมทรัพย์จะมีการปรับจากของเดิมที่ซื้อได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ซื้อได้เพิ่มมากขึ้นแต่ยังไม่ได้สรุป รวมถึงอายุพันธบัตรจะต้องดูอีกครั้งว่าควรเป็นกี่ปี
นอกจากนี้ ก็มีแผนที่จะทยอยขายพันธบัตรเงินเฟ้อภายในปีนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากการออกพันธบัตรเงินเฟ้อที่ผ่านมาได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
สาเหตุที่พันธบัตรเงินเฟ้อได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเป็นการลงทุนทางเลือกใหม่ ไม่มีความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ซึ่งนักลงทุนที่เป็นสถาบันการเงินและบริษัทประกันให้ความสนใจลงทุนจำนวนมาก
สำหรับในปีที่ผ่านมา สบน.ขายพันธบัตรได้ 4.5 หมื่นล้านบาท และเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ขายได้อีก 1.5 หมื่นล้านบาท โดยการขายทั้งสองครั้งมีนักลงทุนและรายย่อยจองมากเกินกว่ายอดที่จำหน่าย
“การออกพันธบัตรเพิ่มมีข้อดีคือ ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมมากขึ้น และจะทำให้มีปริมาณพันธบัตรในตลาดมากขึ้นทำให้เกิดการหมุนเวียนซื้อขายเปลี่ยนมือได้ดีขึ้น
“สำหรับพันธบัตรเงินเฟ้อที่ออกขายยังเหมือนเดิมที่ขาย 2 ครั้งที่ผ่านมา คือ อายุ 10 ปี อัตราผลตอบแทน 1.2% บวกกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี” นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว
นายจักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ปี 2555 สบน. ยังมีแผนการออกพันธบัตรทยอยคืนเงินต้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนสถาบัน โดยเบื้องต้นจะออกพันธบัตร อายุ 15 ปี และเมื่อถึงปีที่ 11 จะทยอยคืนเงินต้นปีละ 20% ไปจนถึงครบอายุไถ่ถอน ซึ่งคาดว่าจะออกได้ภายในไตรมาสของปีนี้
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า การออกพันธบัตรของ สบน.ในจำนวนนี้ จะไม่ส่งผลต่อดอกเบี้ยในตลาดเงินมากนัก แต่สิ่งที่มีผลต่อดอกเบี้ยก็คือการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ที่ 2 เดือนแรกของปีนี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ความต้องการสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี สอดคล้องกับการเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูจากผลกระทบของอุทกภัยครั้งร้ายแรงในปี 2554 ทั้งความต้องการสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย/ ทดแทนทรัพย์สินที่เสียหาย และการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการทำธุรกรรมทางการเงินที่ทยอยเข้าสู่ภาวะปกติ รวมถึงความต้องการสินเชื่อหมุนเวียน เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน ซึ่งจากภาพดังกล่าว คงทใหททำให้สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นเล็กน้อย







