posttoday
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดการเงินโลก (ตอน 1)

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดการเงินโลก (ตอน 1)

09 มีนาคม 2555

นับจากต้นปี 2555 เป็นต้นมา เราได้เห็นภาวะการปรับตัวขึ้นอย่างมากของราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

โดย...สุรศักดิ์ ธรรมโม

สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดการเงินโลก ตอนที่ 1

นับจากต้นปี 2555 เป็นต้นมา เราได้เห็นภาวะการปรับตัวขึ้นอย่างมากของราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะราคาหุ้น ราคาทอง (ปัจจุบันทองเริ่มมีพฤติกรรมเป็นสินทรัพย์เสี่ยง อันเป็นผลมาจากการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุน) เป็นต้น

ในขณะที่สัญญาณภาคเศรษฐกิจจริงเริ่มมีทิศทางผสมผสานกันทั้งกลุ่มประเทศที่จะเผชิญกับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง เช่น จีน บราซิล และประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีเกินคาด เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น ไทย และกลุ่มประเทศที่จะเผชิญกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ถดถอย เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ มีนัยอย่างไร ผมขอสรุปและให้มุมมองส่วนตัวดังนี้

1) ระบบการเงินโลกได้รอดพ้นการพังทลายลงจากมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องถึง 2 ครั้ง (LTRO 1 และ 2) ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เป็นจำนวนเงินสูงถึงกว่า 1 ล้านล้านยูโร แม้ว่าในเชิงเทคนิคจะมีข้อที่ถกเถียงกันได้ว่ามาตรการ LTRO นี้คือ QE หรือไม่ แต่ในเชิงปฏิบัตินี่คือการพิมพ์เงินยูโรขึ้นมาใหม่ และอัดฉีดโดยตรงไปยังธนาคารพาณิชย์เอกชนทั่วยุโรป เพื่อให้รอดจากล้มลงเพราะถูกถอนเงินและการที่ตลาดการเงินระยะสั้นบางส่วนของสหรัฐ (US Money Market Fund) ยังไม่ได้กลับเข้ามาลงทุนในตราสารการเงินระยะสั้นของธนาคารพาณิชย์เอกชนยุโรป ซึ่งการเข้ามาลงทุนของ US Money Market Fund เปรียบเสมือนกับการปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์เอกชนยุโรปเพื่อนำเงินกู้นี้ไปดำเนินธุรกิจของตัวเอง

เมื่อ US Money Market Fund ถอนตัวจากตลาดการเงินยุโรปในปลายปีที่แล้ว ทำให้สถานะทางการเงินของธนาคารยุโรปเปราะบางมาก ถ้าไม่มีมาตรการ LTRO ซึ่งเสมือนกับการที่ ECB เข้ามาปล่อยกู้ให้แก่ธนาคารพาณิชย์โดยตรงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ธนาคารยุโรปหลายแห่งอาจจะล้มลง ความสำเร็จของมาตรการนี้เป็นผลมาจากการที่ประธานธนาคารกลางยุโรปคนใหม่คือ มาริโอ ดรากี เป็นชาวอิตาลี การดำเนินมาตรการ LTRO เสมือนการช่วยอิตาลีด้วย

การพิมพ์เงินยูโรออกมา ช่วยให้จิตวิทยาการลงทุนของนักลงทุนดีขึ้น เพราะถือว่าสหภาพยุโรปซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศยักษ์ใหญ่ที่สุดทางเศรษฐกิจใน 3 อันดับแรกของโลก หรือในชื่อกลุ่ม G3 (สหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น) ได้ดำเนินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ทั่วหน้าเหมือนกันหมด ซึ่งมีส่วนช่วยลดต้นทุนทางการเงินอย่างมากของเหรียญสหรัฐ ยูโร และเยน ซึ่งทั้งหมดมีสัดส่วนประมาณ 8085% ของเงินที่ไหลเวียนทั่วโลก และกระตุ้นให้ผู้จัดการกองทุนของประเทศเหล่านี้ สามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ (Risk On Mode) ผลคือ มีการคาดการณ์ว่าราคาสินทรัพย์เสี่ยงจะเพิ่มขึ้นและส่งผลโดยอ้อมให้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงตาม

และก่อนหน้านั้น มีแถลงการณ์ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ได้ออกมาในเดือน ม.ค. 2555 ซึ่งส่งสัญญาณจะตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่ำไปอีก 2 ปี และอาจจะมีการดำเนินมาตรการ QE 3ผลคือยิ่งทำให้ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนมีพฤติกรรมการลงทุนที่เสี่ยงมากไปกว่าเดิมอีก ความข้อนี้ผมได้ขยายความในบทความเมื่อ 10 ก.พ. 2555 แล้วในชื่อ “เบอร์แนนคีและผู้ว่าการธนาคารกลางทั่วโลกจงเจริญ”

2) ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นมาก โดยเฉพาะสัญญาณการจ้างงานสหรัฐและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยทั้งสองประการที่สุดแล้วจะไปกดดันให้ภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมา ดังนั้นมองไปข้างหน้า ความเป็นไปได้ที่ FED จะมีมาตรการ QE 3 นั้นน้อยลงไป และถ้าวิกฤตในตะวันออกกลางคลี่คลายลง ระดับราคาน้ำมันที่ลดลงจะยิ่งช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ผลคือ นอกจากไม่มี QE 3 แล้ว ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนจะต้องจับตาว่า FED อาจจะดำเนินนโยบายถอนสภาพคล่องกลับเข้ามาสู่ธนาคารกลาง (Exit Strategy) เร็วกว่าที่คาด ซึ่งถ้าเกิดขึ้นแล้วอาจมีการปรับฐานของราคาสินทรัพย์ครั้งใหญ่

มองไปที่ญี่ปุ่น การฟื้นฟูประเทศหลังเกิดภัยพิบัติเมื่อปีที่แล้วอาจจะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นอุปสงค์ครั้งใหญ่ เมื่อเทียบกับความอ่อนแอของอุปสงค์ญี่ปุ่นในอดีต ดังนั้นการผ่อนคลายมาตรการทางการเงินและมาตรการ QE อาจจะไม่มีเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณการถอนสภาพคล่องของธนาคารกลางญี่ปุ่น

ในขณะที่สหภาพยุโรป ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ การปรับลดค่าใช้จ่ายรัฐบาลและการรัดเข็มขัดทางการคลัง จะส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปหดตัว ดังนั้นอาจจะมีมาตรการ LTRO ในครั้งที่ 3 แต่ผลต่อราคาสินทรัพย์ทางการเงินจะไม่มากเท่ากับการมี QE ครั้งที่ 3เพราะทั่วโลกใช้สกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นหลักมากกว่ายูโร และถ้า FED ดำเนินนโยบาย Exit Strategy แต่ ECB ดำเนินมาตรการ LTRO ผลคือราคาสินทรัพย์ทั่วโลกยังต้องปรับฐานอยู่ดี เพราะนโยบายการเงินของ FED มีอิทธิพลทางการเงินต่อตลาดโลกมากกว่า ECB m

หมายเหตุ : โปรดติดตามตอนจบในสัปดาห์หน้า และเนื้อหาในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่สังกัด

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ