posttoday
ก้าวข้ามยี่ห้อท้องถิ่น สู่'ลัดชัวรีแบรนด์'สู้อาเซียน

ก้าวข้ามยี่ห้อท้องถิ่น สู่'ลัดชัวรีแบรนด์'สู้อาเซียน

08 มีนาคม 2555

หลังจากที่ประเทศจีนเดินแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

หลังจากที่ประเทศจีนเดินแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

โดยพลิกจีนปัจจุบันเป็นขุมกำลังซื้อใหม่ที่ถูกจับตาเป็นอย่างมากจากบรรดาเจ้าของสินค้าต่างๆ

โดยเฉพาะแบรนด์เนมสินค้าหรูหรา หรือลักชัวรี และไฮเอนด์แบรนด์ ที่เริ่มทยอยจัดทัพไปเจาะกำลังซื้อใหม่กลุ่มนี้ ด้วยต่างรู้ว่าเศรษฐีใหม่จากจีนแผ่นดินใหญ่พร้อมที่จะควักกระเป๋าจ่ายเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์หรูหรา แม้ราคาแพงลิบลิ่วเท่าใดก็ตาม

สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ในเครือกลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกครบวงจรและร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า จากกำลังซื้อใหม่ในกลุ่มประเทศ “บริก” (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) โดยเฉพาะประเทศหลังสุดที่จะเข้ามาในจังหวะเดียวกับที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเตรียมเปิดประตูการค้าเสรีเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นี้

นอกจากที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวเพื่อตั้งรับและเดินเกมบุกในตลาดใหม่แล้ว ในส่วนของบุคลากรโดยเฉพาะผู้บริหารคนรุ่นใหม่ในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาสินค้าท้องถิ่นในประเทศไทยไปสู่ตลาดโลกในฐานะที่เป็นแบรนด์ระดับโลกหรือระดับสากล ให้ได้เช่นเดียวกับลักชัวรีแบรนด์ หรือไฮเอนด์แบรนด์ต่างๆ

“เพื่อดึงกำลังซื้อกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามายังประเทศไทย และใช้เป็นจุดแข็งในการแข่งขันในตลาดอาเซียน” สมภพ กล่าว

ก้าวข้ามยี่ห้อท้องถิ่น สู่'ลัดชัวรีแบรนด์'สู้อาเซียน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี และอังกฤษ ที่นอกจากมีจุดขายจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว ยังพบว่าสินค้าลักชัวรีแบรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นแรงผลักให้ประเทศเหล่านี้ร่ำรวยจากกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศ

ขณะที่ปัจจุบันตลาดลักชัวรีที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีกำลังซื้อหลักจากชาวญี่ปุ่นนั้น กำลังถูกท้าทายจากกำลังซื้อจีนที่กำลังจ่อประชิดแทบหายใจรดต้นคอในเวลานี้ ที่เริ่มมีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตกจากกิจกรรมเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อการพักผ่อนท่องเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้าหรูหรา โดยเฉพาะวัฒนธรรมการซื้อของฝาก

จากแนวโน้มดังกล่าว “พีไอเอ็ม” จึงพัฒนาหลักสูตรเพื่อเตรียมบุคลากรหรือแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารในอนาคต ของไทยให้มีความพร้อมในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารธุรกิจในอนาคตให้พร้อมรับมือ

ทั้งนี้ ก่อนสร้างแบรนด์ของตัวเอง จำเป็นต้อง “รู้เขา” ไปพร้อมกันด้วยว่า ก่อนที่จะมาเป็นแบรนด์เนมหรูหรามูลค่าสูงลิบนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง เนื่องจากในปัจจุบันบ้านเรายังขาดมืออาชีพในการบริหารจัดการ หรือมีความรู้ด้านลักชัวรีแบรนด์เนม ซึ่งในอนาคตสินค้าไทยจำเป็นต้องสร้างลักชัวรีแบรนด์เนมขึ้นมาเพื่อรับการแข่งขัน

จากการศึกษาลักชัวรีแบรนด์เนมต่างๆ อาทิ ชาแนล (Chanel) แอร์เมส (Hermes) หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ฯลฯ ล้วนต่างมีจุดเริ่มต้นการเป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาด กลางและย่อม หรือเอสเอ็มอีแทบทั้งนั้น หรือเริ่มมาจากธุรกิจชุมชนและครอบครัวเล็กๆ ที่เริ่มสร้างธุรกิจและแบรนด์ในประเทศของตัวเอง ก่อนกระจายทำตลาดไปทั่วโลก

ขณะที่แต่ละแบรนด์เนมหรูหราต่างๆ นั้น ล้วนมีความน่าสนใจและดำเนินการสร้างธุรกิจและแบรนด์ในขั้นตอนใกล้เคียงกัน รวมถึงมีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป เช่น แบรนด์ปาเต๊ะ ฟิลิป (Patek Philippe) ที่เกิดขึ้นราวสมัยรัชกาลที่ 3 ของไทย แอร์เมส ราวปี ค.ศ. 1837 (พ.ศ. 2380) และหลุยส์ วิตตอง ราวสมัยรัชกาลที่ 45 ของไทย หรือแม้แต่ โคโค ชาแนล ดีไซเนอร์ที่ให้กำเนิดแบรนด์ชาแนล ในปี ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) เป็นต้น

ด้านเส้นทางเดินของแต่ละแบรนด์ต่างๆ สรุปได้ 7 ขั้นตอนในการสร้างแบรนด์หรูหรา ดังนี้ 1.ประวัติศาสตร์ หรือความเป็นมาของแต่ละแบรนด์นั้นมีที่มาอย่างไร 2.วิธีการ หรือมีตัวแปรอะไรที่เข้ามาเร่งการกระจายธุรกิจ เช่น การใช้ศิลปะ เป็นต้น

ขั้นที่ 3 การแผ่ขยาย (เอกซ์แพนด์) หรือการแตกธุรกิจใหม่ (ไดเวอร์ซิฟายด์) 4.การสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม (คัลเจอรัล แวลู) ของแบรนด์ 5.การสร้างคุณค่าทางจิตวิทยา (ไซโคโลจี แวลู) เช่น แอร์เมส ที่นำความงดงามและอ่อนน้อมของบทกวีใส่เข้าไปในแบรนด์

ขั้นที่ 6 คุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และขั้นสุดท้าย 7.การออกแบบหรือศิลปะ โดยแทบทุกแบรนด์หรูต้องหยิบไปใช้

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีความเป็นไปได้ในประเทศไทย ที่จะต่อยอดไปสู่แบรนด์เนมสินค้าหรูหรานั้น แบ่งได้เป็น 1.งานฝีมือหัตถกรรมไทย 2.ของตกแต่งบ้าน 3.เครื่องแต่งกายเสื้อผ้า 4.เครื่องหนัง และ 5.เครื่องประดับ (จิวเวลรี)

นอกจากพัฒนามืออาชีพสร้างลักชัวรีแบรนด์ เมืองไทยยังต้องกรุยทางไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ “ครีเอทีฟ อีโคโนมี” อย่างยั่งยืนในอนาคตหลังเข้าสู่เออีซี เพราะแรงงานแต่ละประเทศจะย้ายกลับไปบ้านเกิดของตัวเอง

ดังนั้น ไทยจึงต้องเข้าสู่ธุรกิจบริการ หรือเซอร์วิส เบสด์ อีโคโนมี หรือแรงงานคนรุ่นใหม่ที่ใช้มันสมองมากขึ้น เพื่อให้รายได้จากภาคบริการเพิ่มจาก 40% เป็น 50% ของจีดีพีเหมือนญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ที่สัดส่วน 60% เพื่อให้ปรับให้งานภาคบริการของไทยขึ้นมาอยู่ในสัดส่วนที่ 50% ของจีดีพีประเทศ จากปัจจุบันภาคบริการของไทยอยู่ที่ 40% เช่นเดียวกับที่ประเทศญี่ปุ่น และ สิงคโปร์ งานภาคบริการอยู่ที่สัดส่วน 60%

ในอนาคตเมื่อประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นคู่แข่งเปิดประเทศแล้ว จะมีจุดขายใหม่จากแรงงานที่สดและหนุ่มสาวกว่าประเทศไทย ซึ่งในไทยนับจากนี้ไปจะต้องขึ้นชั้นภาคการผลิตที่มีมูลค่าสูงขึ้น เพื่อเสริมให้กับภาคบริการและการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งสำคัญในปัจจุบัน

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ