posttoday
สั่งอุ้มน้ำท่วมเอกชนเพิ่ม

สั่งอุ้มน้ำท่วมเอกชนเพิ่ม

06 มีนาคม 2555

กิตติรัตน์ให้เพิ่มคุ้มครอง50% เอสแอนด์พีชี้ประกันส่อแย่พรึบ

กิตติรัตน์ให้เพิ่มคุ้มครอง50% เอสแอนด์พีชี้ประกันส่อแย่พรึบ

กิตติรัตน์ สั่งกองทุนประกันภัยพิบัติศึกษาเพิ่มความคุ้มครองเป็น 50% ของทุนประกันให้เอสเอ็มอีกับภาคอุตสาหกรรม

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการกองทุนประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้สั่งให้กองทุนฯ ศึกษาเพิ่มการคุ้มครองความเสียหายของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่เป็น 50% ของทุนประกัน จากที่ก่อนหน้านี้กองทุนฯ สรุปจะคุ้มครองความเสี่ยงที่ 30% ของทุนประกัน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความคุ้มครองมากขึ้นก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันเพิ่มจากเดิมเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมากำหนดเบี้ยประกันสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1% ของทุนประกัน ซึ่งไม่เกิน 50 ล้านบาท ส่วนภาคอุตสาหกรรมคิดเบี้ยประกัน 1.25% และประชาชนทั่วไปจะยังคงคุ้มครองความเสียหายที่ไม่เกิน 1 แสนบาท โดยคิดค่าเบี้ยประกันที่ 0.5%

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ในวันนี้จะให้กระทรวงการคลังเสนอเงื่อนไขที่สรุปก่อนหน้านี้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและใช้ไปก่อน เพื่อที่จะมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU ระหว่างกองทุนฯ กับบริษัทประกันภัย และให้เริ่มขายกรมธรรม์ภัยพิบัติได้เป็นครั้งแรกในวันเดียวกันกับการทำ MOU ส่วนเงื่อนไขการขยายการคุ้มครองเพิ่มเติมจะตามมาทีหลัง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกองทุนประกันภัยพิบัติได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญ เบื้องต้นสำหรับการขายกรมธรรม์ภัยพิบัติ อาทิ คำจำกัดความของภัยพิบัติจะแตกต่างจากภัยธรรมชาติทั่วไป เพราะต้อให้กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย เสนอให้ ครม.เห็นชอบเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ถึงได้รับความคุ้มครอง หรือ เป็นภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินเกินกว่า 5 พันล้านบาท และต้องมีผู้เรียกร้องความเสียหายมากกว่า 2 รายขึ้นไป

ภัยพิบัติครอบคลุมถึงน้ำท่วม แผ่นดินไหวเกิน 7 ริกเตอร์ และลมพายุเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนการจ่ายค่าสินไหมในส่วนของครัวเรือน กรณีน้ำท่วมจะพิจารณาจากรอยคราบน้ำในบ้าน หากมีน้ำเข้าบ้านได้รับเงินชด เชย 3 หมื่นบาท ท่วมสูง 50 เซนติเมตรได้รับ 5 หมื่นบาท สูง 75 เซนติเมตรได้รับ 75,000 บาท และท่วมเกิน 1 เมตรขึ้นไปรับ 1 แสนบาท

เอสแอนด์พี คาดบริษัทประกันในเอเชียเสียหายจากน้ำท่วมไทย 1.6-1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐชี้ส่งผลลบรุนแรงต่อธุรกิจประกันภัยไทย

นายคอนนี หว่อง นักวิเคราะห์เครดิต บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) เปิดเผยรายงานในหัวข้อ“อุทกภัยไทยทำให้ผลประกอบการและเงินทุนของบริษัทประกันภัยในเอเชียซบเซา” โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นสำหรับบริษัทประกันภัยไว้ที่ประมาณ 1.61.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งความสูญเสียที่สูงกว่าที่ประเมินไว้เมื่อปีที่ผ่านมา อาจส่งผลร้ายต่อบริษัทประกันภัยในเอเชียและนำไปสู่การจัดอันดับที่เป็นผลลบต่อบริษัทประกันภัยในภูมิภาค

ทั้งนี้ การประกาศผลประกอบการในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของบริษัทประกันภัยและบริษัทรับช่วงต่อการประกันภัย สะท้อนภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน การประเมินความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยจากทีมปรับประเมินความเสียหายทำใหับริษัทประกันภัยบางรายปรับประมาณการความเสียหายสุทธิเพิ่มขึ้น โดยในบางบริษัทปรับเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากเดิม

“ในทัศนะของเรายังคงมองธุรกิจประกันภัยในไทยติดลบ จากการประเมินผลประกอบการที่ตกต่ำลง รวมทั้งฐานเงินทุนที่อาจอ่อนแอลงในกลุ่มบริษัทประกันภัย แม้ว่าบางบริษัทอาจได้รับอานิสงส์จากการรับช่วงต่อการประกันภัยหรือมีแหล่งเงินทุนจากภายนอก” นายคอนนี กล่าว

อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้วคาดว่าภาคธุรกิจประกันภัยของไทยจะรายงานการขาดทุนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลขาดทุนของบริษัทประกันภัยในธุรกิจประกันภัยไทยที่สูงมาก เอสแอนด์พีจึงคาดว่าข้อตกลงและเงื่อนไขสำหรับการรับช่วงต่อการประกันภัยพิบัติในไทยจะยังคงความรัดกุม และศักยภาพในการรับช่วงต่อการประกันภัยพิบัติจะยังคงตึงตัว จะมีผลทำให้ราคาของการรับช่วงต่อการประกันภัยพิบัติถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคาสำหรับการรับประกันภัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประกันภัยพิบัติจะยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับแนวโน้มของราคาที่ถีบตัวสูงขึ้นโดยรวม โดยเฉพาะในตลาดของประเทศไทย

ทั้งนี้ ประมาณการตัวเลขขาดทุนสะสมเบื้องต้นของ 3 บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ได้แก่ Tokio Marine Group, MS&AD Insurance Group และ NKSJ Group ไว้ที่ 9.2 แสนล้านเยน และขาดทุนสุทธิที่ 4.47 แสนล้านเยนโดยความสูญเสียจากอุทกภัยก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่า 2 ใน 3 มาจากนิคมอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแหล่งลงทุนใหญ่ของญี่ปุ่น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค