
ลุ้น 3 ปัจจัยบวก ดันตลาดไอซีทีแตะ 6 แสนล้านบาท
8...ณัฐวรรณ ฉลองขวัญ
แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะได้รับผลกระทบจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ปี 2552 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไอซีที ยังสามารถเติบโตได้ในอัตราที่น่าพอใจหากเทียบกับปัจจัยลบรอบด้าน โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนแบ่งเป็น ตลาดโทรคมนาคม 3.6 แสนล้านบาท คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ 8 หมื่นล้านบาท ซอฟต์แวร์ 6.4 หมื่นล้านบาท และตลาดบริการคอมพิวเตอร์และสื่อสารข้อมูล 4.8 หมื่นล้านบาท
สำหรับในปีนี้ทางสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) ได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสมาคมด้านไอซีทีต่างๆ สำรวจความคิดเห็นจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยถึงแนวโน้มและภาพรวมของอุตสาหกรรมไอซีทีในปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 5.95 แสนล้านบาท แบ่งเป็นโทรคมนาคม 3.82 แสนล้านบาท ฮาร์ดแวร์ 8.8 หมื่นล้านบาท ซอฟต์แวร์ 6.7 หมื่นล้านบาท และตลาดบริการคอมพิวเตอร์และสื่อสารข้อมูล 5.7 หมื่นล้านบาท
หวัง 3 ปัจจัยบวกดันตลาดขยับ
จำรัส สว่างสมุทร ที่ปรึกษาโครงการสำรวจตลาดไอซีทีของประเทศไทย กล่าวว่า 3 ปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมไอซีทีไทยเติบโตขึ้นในปีนี้คือ โครงการไทยเข้มแข็ง โครงข่ายเทคโนโลยี 3จี และระบบวินโดวส์ 7 รวมทั้งปัจจัยเสริมอื่นๆ เช่น เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว อัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายด้านไอซีทีโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชัน และบริการสื่อสารข้อมูลต่างๆ และทำให้มูลค่าตลาดรวมเติบโตได้ตามที่คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ เพราะปีที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความยากลำบากของไทยและทั่วโลก ดังนั้น เมื่อสามารถผ่านอุปสรรคที่หนักสุดอย่างปีที่แล้วมาได้ หลังจากนี้ไป เชื่อว่าอุตสาหกรรมไอซีทีจะกลับมาเติบโตมากขึ้น โดยมีแรงกระตุ้นจาก 3 ปัจจัยหลักข้างต้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ เพื่อรองรับระบบปฏิบัติการที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้อุตสาหกรรมไอซีทีคึกคักอย่างชัดเจน
ฮาร์ดดิสก์แอพพลิเคชันมาแรง
สำหรับดาวรุ่งที่มาแรงตลอดปีนี้ คือ แอพพลิเคชันต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนโทรศัพท์มือถือทั้งจากระบบเทคโนโลยีที่แต่ละค่ายเริ่มให้ความสำคัญอย่างจริงจัง และตลาดสมาร์ตโฟนที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้เกิดการพัฒนาแอพพลิเคชันต่างๆ เพื่อรองรับและตอบโจทย์กับความต้องการ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ตลาดบริการสื่อสารข้อมูลขยายตัวเพิ่มขึ้น รวมไปถึงบริการด้านโครงข่าย (Network Service) ที่จะขยายตัวอีก 21% หรือมีมูลค่าประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท และบริการเอาต์ซอร์สด้านไอที ที่จะเติบโตเป็นเกือบ 6,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20%
เช่นเดียวกับ เอกซ์เทอร์นัล ฮาร์ดดิสก์ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงสู่ไฟล์ที่มีความละเอียดสูง (ไฮเดฟิเนชัน) และ บลูเรย์ ซึ่งทำให้ต้องการพื้นที่ความจุที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อเก็บไฟล์เหล่านี้ ส่งให้เอกซ์เทอร์นัล ฮาร์ดดิสก์ในปีนี้จะมีมูลค่า 2,500 ล้านบาท ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 16% จากปีที่แล้ว ที่มูลค่า 1,700 ล้านบาท เช่นเดียวกับกล้องดิจิตอล ที่แม้จะเติบโตลดลงจากปี 2551 แต่ถือเป็นสินค้าคอนซูเมอร์ที่ผู้ใช้ต้องซื้อเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ
ขณะที่ตลาดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะนั้นจะเริ่มถูกแทนที่ด้วยโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กที่จะมีอัตราเพิ่มเป็น 56% หรือมียอดขายเกือบ 1.6 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีประมาณ 1.4 ล้านแครื่อง โดยมีแรงกระตุ้นจากความง่ายในการใช้งาน แต่ จะทำให้ ประเทศไทยต้องสั่งซื้อเทคโนโลยิจากต่างประเทศมากขึ้น เพราะอุปกรณ์ละชิ้นส่วนภายในโน้ตบุ๊กและเน็ตบุ๊กนั้น ไม่สามารถผลิตเองได้ในประเทศ
ส่องเทคโนโลยีแห่งปี
ในส่วนของเทคโนโลยีของปีนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม (กรีน เทคโนโลยี) ที่ทำให้ผู้ผลิตเริ่มหันมาผลิตสินค้าที่ประหยัดพลังงาน ขนาดเล็กลง และยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เพื่อให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับการประมวลผลกลุ่มเมฆ (คลาวด์ คอมพิวติ้ง) ที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่อาศัยการประมวลผลผ่านอินเทอร์เน็ต ช่วยลดต้นทุนให้แก่ผู้ใช้งานได้ในทุกระดับ
นอกจากนี้ เทคโนโลยีเสมือนที่สามารถใช้งานซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชันที่หลากหลายในเวลาเดียวกันด้วยคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่ยังคงได้รับความสนใจจากผู้ใช้ในปีนี้ รวมไปถึงเทคโนโลยี เอสเอสดี (Solid State Drive) ที่นำมาใช้กับสตอเรจแทนการบันทึกแบบเก่า ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดพลังงาน และไม่สร้างความร้อนขณะบันทึกข้อมูลก็ถือเป็นแนวโน้มสำคัญของปีนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้อุตสาหกรรมไอซีทีจะมีสัญญาณบวกที่ชัดเจนในปีนี้ แต่สิ่งสำคัญที่ไทยต้องตระหนักคือ การมุ่งรักษาตลาดให้มั่นคง อย่าให้ถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเข้ามาชิงพื้นที่ได้ง่าย รวมถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศมากกว่าที่จะเน้นการนำเข้าเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้น มูลค่าการเติบโตด้านไอซีทีก็จะเป็นเพียงดัชนีตัวเลข หาใช่การเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประเทศแม้แต่น้อย







