posttoday
7วันหุ้นพุ่ง30จุดลุ้นดัชนีแตะ740

7วันหุ้นพุ่ง30จุดลุ้นดัชนีแตะ740

04 มีนาคม 2553

ฝรั่งซื้อ1.4หมื่นล. สถิติชี้ขึ้น4%ขาย

โพสต์ทูเดย์ — 7 วันฝรั่งซื้อหุ้นไทย 1.4 หมื่นล้าน ดันดัชนีพุ่งแล้ว 30 จุด มีโอกาสวิ่งแตะ 740 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ แต่ไม่ร้อนแรงมากนักโดยดัชนีขึ้นไปปิดที่ระดับ 735.04 จุด เพิ่มขึ้น 1.85 จุด หรือ 0.25% มูลค่าการซื้อขาย 23,001 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติยังซื้อหนักอีกกว่า 2,491 ล้านบาท สถาบันขาย 386 ล้านบาท พอร์ตบล.ขาย 27 ล้านบาท และรายย่อยขาย 2,077 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อหุ้นปตท. (PTT) ในกระดานต่างประเทศรวมกว่า 333 ล้านบาท ส่วนหุ้นปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น(PTTAR) ขึ้น XD ปันผลหุ้นละ 1.25 บาท กดราคาหุ้นลงมาปิดที่ 25.75 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.50%

น.ส.รัชนก ด่านดำรงรักษ์ นักกลยุทธ์การตลาดบุคคล บล.ธนชาต กล่าวว่า มีโอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นจะไปต่อที่ระดับ 740 จุด แต่ก็ต้องระวังเกิดการขายทำกำไรในระยะสั้น เพราะหุ้นไทยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 7 วันทำการที่ผ่านมา จากระดับดัชนีที่ 705.80 จุด เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2553 มาปิดที่ 735.04 จุดวานนี้ เท่ากับว่าดัชนีหุ้นไทยขึ้นมาแล้ว 29.24 จุดหรือ 4.14%

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็ซื้อสุทธิมาเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 1.40 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากดูสถิติจากอดีต 4 ปีย้อนหลัง พบว่า เมื่อต่างชาติซื้อสุทธิเข้าไปแล้วหุ้นขึ้นเฉลี่ยประมาณ 4% แล้วจะมีแรงขายทำกำไรออกมา นอกจากนี้ความเสี่ยงเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจโลกยังไม่จบซึ่งนักลงทุนก็ต้องระมัดระวัง

นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย กล่าวว่า สถาบันวิจัยได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทย เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากหุ้นไทยยังดีและยังน่าลงทุนเมื่อเทียบอัตราผลตอบแทนจากพันธบัตร อีกทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียนยังดี

แม้สถานการณ์เมืองภายหลังตัดสินคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีจะส่อเค้าเกิดความรุนแรงต่อเนื่องตลอดเดือนนี้โดยเฉพาะช่วงวันที่ 1116 มี.ค. ที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุมประท้วงรัฐบาล

“แม้จะมีการชุมนุมแต่คาดว่าจะไม่มีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดการรัฐประหาร แต่ในส่วนของตลาดหุ้นจะผันผวน”

นอกจากนั้นยังระบุว่ายังมีอุตสาหกรรมที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ปรับประมาณการขึ้นสะท้อนข้อมูลที่แท้จริง และคาดว่ามีแนวโน้มที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการขึ้นคือ กลุ่มพาณิชย์และวัสดุก่อสร้าง ที่คาดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีการเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยตลาด โดยหุ้นเด่นคือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ราคาที่เหมาะสมหุ้นละ 260 บาท บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) ราคาที่เหมาะสม 48 บาท และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ราคาที่เหมาะสมหุ้นละ 51 บาท

สถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ จะส่งผลบวกต่อการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน และคาดว่ากำไรสุทธิปี 2553 จะเติบโต 5% จากปี 2552 เป็น 3.85แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นคือ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มพาณิชย์

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ