
ปตท.ซื้อถ่านหินออสซี
ปตท. ทุ่ม 1,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นถ่านหินในออสเตรเลียเพิ่ม 66% เป็น 100% เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เชียร์ซื้อหุ้น PTT
เท1,500ล้านเป็นเจ้าของเต็ม100%กิมเอ็งเชียร์ซื้อหุ้นPTT
ปตท. ทุ่ม 1,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นถ่านหินในออสเตรเลียเพิ่ม 66% เป็น 100% เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เชียร์ซื้อหุ้น PTT
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า บริษัท PTT Asia Pacific Mining Pty Ltd. (PTTAPM) ได้ลงทุนเพิ่มธุรกิจถ่านหินในบริษัท Red Island Minerals Ltd. (RIM) ในประเทศออสเตรเลียอีก 66.5% เป็นทั้งหมด 100% ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 50.16 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,504 ล้านบาท ส่งผลให้ RIM มีสถานะเป็นบริษัทย่อยในเครือของ ปตท.
ทั้งนี้ บริษัท ปตท. ได้ใช้บริษัทย่อยคือ บริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล (PTTI) ซื้อหุ้นบริษัท PTTAPM มาตั้งแต่ปี 2552 โดยปัจจุบันถือหุ้นในสัดส่วน 100% และหนึ่งในสินทรัพย์ของ PTTAPM คือหุ้นของ RIM 33.5% และได้รับสิทธิตามสัญญา Investment & Option Agreement (IOA) ในการซื้อหุ้น RIM ส่วนที่เหลืออีก 66.5%
สำหรับ RIM ครอบครองสัมปทานการสำรวจและทำเหมืองในประเทศสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ผ่านการถือหุ้น 80% ในบริษัท Madagascar Consolidated Mining (MCM) โดยโครงการตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และมีปริมาณทรัพยากรถ่านหินตามมาตรฐาน JORC (JORC Resources) ทั้งสิ้นประมาณ 180 ล้านตัน ซึ่งเป็นถ่านหินคุณภาพดีเทียบเท่ามาตรฐานถ่านหินที่ส่งออกจากประเทศแอฟริกาใต้ และโครงการมีศักยภาพในการส่งออกเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหนักต่างๆ ในประเทศอินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันตก
ทางด้านนายสุทธิชัย คุ้มวรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET แนะนำให้ “ซื้อ” หุ้นบริษัท ปตท. ให้ราคาเหมาะสม 390 บาท เนื่องจากราคาหุ้นยังถูกซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ที่ 8.8 เท่า และสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) ที่ 1.6 เท่า ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 9.5 เท่า และ 2 เท่า ตามลำดับ
“ปตท.เป็นหุ้นพลังงานที่มีธุรกิจหลากหลาย ไม่พึ่งราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว ทำให้ราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงมีผลบวกต่อกำไรสุทธิของ ปตท. ในปี 2555 ประมาณ 0.75% นับว่าน้อยกว่าธุรกิจโรงกลั่น เช่น บริษัท ไทยออยล์ (TOP) และบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) ที่มีผลดีถึง 1.75% และ 2.17% ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำจึงได้กำไรก่อน และยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันเป็นของแถมด้วย ส่วนราคาก๊าซจะรับรู้เรื่องน้ำมันช้ากว่าน้ำมัน 6 เดือน” นายสุทธิชัย กล่าว
แนวโน้มราคาน้ำมันในปี 2555 นายสุทธิชัย กล่าวว่า จะอยู่ที่ระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่จะไม่ต่ำไปกว่า 80-90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพราะเป็นราคาที่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน และประเทศจีนจะเข้ามาซื้อถ้าหลุด 100 เหรียญสหรัฐ เพื่อเก็บสำรองน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและประเทศต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 130-140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้
ราคาหุ้นพลังงานปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่หากน้ำมันขึ้นแรงและเร็วเกินไป ความกังวลต่อผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาหุ้นพลังงานชะลอการปรับขึ้น แม้น้ำมันจะขึ้นต่อก็ตาม
นอกจากนั้น ช่วงเริ่มต้นของราคาน้ำมันขาขึ้น หุ้นโรงกลั่นจะเพิ่มขึ้นได้แรงและเร็ว แต่ในช่วงขาลงก็จะลงได้เร็วเช่นกัน นักลงทุนจึงต้องระมัดระวัง
ด้านบริษัท ไทยออยล์ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น โดยที่ตลาดเบรนต์เพิ่มขึ้น 3.54 เหรียญสหรัฐ เป็น 126.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และตลาดเวสต์เทกซัส บวก 1.77 เหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 108.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากตกใจข่าวลือท่อส่งน้ำมันซาอุดีอาระเบียระเบิด รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจจีนและสหรัฐดี
ไทยออยล์คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 122-129 เหรียญสหรัฐ ส่วนเวสต์เทกซัสเคลื่อนไหวที่กรอบ 105-112 เหรียญสหรัฐ
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 2 มี.ค. ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรง และตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ดัชนีขึ้นไปสูงสุดที่ 1,173 จุด แต่สุดท้ายกลับปิดที่ 1,165.15 จุด บวกแค่ 0.17 จุด มูลค่าซื้อขายรวม 36,888 ล้านบาท หลังมีแรงขายทำกำไรในหุ้นใหญ่เกือบทุกตัว







