
อสังหาฯวุ่นแก้สมองไหล รับยุคค่าจ้างก้าวกระโดด
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาขาดแคลนบุคลากรและแรงงานอย่างหนัก
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาขาดแคลนบุคลากรและแรงงานอย่างหนัก
โดยเฉพาะในยุคที่คอนโดมิเนียมมีการขยายตัวอย่างมากเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาวะการชิงตัวทีมขายมือหนึ่งจากค่ายต่างๆ เป็นไปอย่างดุเดือด
ขณะที่เมื่ออาคารเหล่านั้นแล้วเสร็จท่ามกลางการแข่งขันในเชิงดูแลหลังการขาย ส่งผลให้ความต้องการบุคลากรในการบริหารจัดการอาคารหลังมีผู้อยู่อาศัยแล้ว กลายเป็นอีกหนึ่งวิชาชีพที่ถูก “ซื้อตัว” อย่างหนักในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
“ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เรามีความสูญเสียทางด้านบุคลากรมากที่สุด ทำให้เราเติบโตได้เพียง 12% จากที่ควรจะเติบโตได้มากกว่านี้ ประมาณ 20% เพราะความต้องการบุคลากรด้านบริหารจัดการอาคารมีสูงมาก แต่เพราะขาดแคลนบุคลากร จึงเติบโตได้ไม่เท่าที่ควรเป็น” สุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ ประเทศไทย ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ กล่าว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โจนส์ แลงฯ ต้องลุกขึ้นมาปรับกลยุทธ์การบริหารบุคลากรแบบยกเครื่อง โดย สุพินท์ ระบุว่า ที่ผ่านมาโจนส์ แลงฯ มีความแข็งแกร่งในเรื่องบริหารจัดการอาคาร ทำให้คนของโจนส์ แลงฯ เป็นที่ต้องการของตลาด มีการซื้อตัวด้วยแรงจูงใจด้านเงินเดือนที่สูงขึ้นเกือบเท่าตัว และจูงใจด้านตำแหน่งงานที่เติบโตขึ้น
แนวทางในการแก้วิกฤตดังกล่าว นอกจากการต้องหาคนเพิ่มแล้ว ยังต้องหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม และลงทุนในส่วนของซอฟต์แวร์ด้านการจัดการที่ช่วยลดการพึ่งพาการใช้คน เน้นการฝึกอบรม หาช่องทางในการเติบโตให้กับบุคลากรเดิม เพิ่มฐานเงินเดือน เพื่อลดการออกของคน
นอกจากนี้ ยังมีการประสานไปยังสถานศึกษาวิชาชีพต่างๆ เพื่อหาบุคลากรแบบทางตรง และเปิดโอกาสให้กับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ได้เข้ามาทำงาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนนโยบายการรับบุคลากรเป็นครั้งแรกตั้งแต่โจนส์ แลงฯ เข้ามาทำตลาดที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในไทย จากเดิมที่จะเน้นบุคลากรที่มีประสบการณ์เท่านั้น
สุพินท์ กล่าวว่า แม้จะต้องให้เวลากับการอบรมพนักงานใหม่ แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะถ้าไม่ปรับนโยบายการรับคน องค์กรก็ยากที่จะเติบโตได้ เพราะธุรกิจที่ปรึกษานั้น คนเป็นฟันเฟืองสำคัญ ซึ่งจะต้องมีการสร้างความภูมิใจในการได้ร่วมงานกับองค์กรให้กับพนักงาน เพื่อให้เกิดความรักที่จะอยากทำงานให้องค์กรต่อไป
“องค์กรจะต้องสร้างแรงจูงใจ ให้พนักงานต้องการอยู่ต่อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเดือน เพราะถ้าเป็นเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งถ้ามีองค์กรอื่นที่เสนอเงินเดือนมากกว่า ภาวะสมองไหล หรือคนลาออกจำนวนมากก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้”
ปีนี้โจนส์ แลงฯ ตั้งเป้าเพิ่มบุคลากรอีก 30% เพื่อรองรับกับเป้าหมายรายได้ที่ต้องการเติบโต 15% จากทั้งธุรกิจบริหารจัดการ การซื้อขายอาคาร การเช่าอาคารสำนักงาน ธุรกิจที่ปรึกษาพัฒนาโครงการทั้งที่อยู่อาศัยและค้าปลีก รวมถึง การขยายสาขาไปยังแถบอินโดจีน เช่น กัมพูชา ซึ่งมีการขยายตัวสูงมาก
ด้าน อลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการบริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส ประเทศไทย ที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แรงจูงใจในเรื่องของเงินเดือนก็มีส่วนสำคัญ แต่ต้องสร้างแรงจูงใจที่มากกว่าเงินให้เกิดขึ้นในองค์กรให้ได้
นั่นคือ ความรู้ที่บุคลากรจะได้รับจากการทำงาน จากการรับผิดชอบบริหารโครงการต่างๆ และสร้างระบบการทำงานเป็นทีมในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน ทำงานแบบมืออาชีพ และลดปัญหาภายในทีม เพื่อนำไปสู่ความรู้สึกรักองค์กร
นอกจากความต้องการบุคลากรในแต่ละหน่วยงานแล้ว นโยบายปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท ที่จะเริ่ม 1 เม.ย. 2555 มีโอกาสทำให้บุคลากรของหลายองค์กรเริ่มมองหาองค์กรใหม่ที่จะให้ผลตอบแทนตามนโยบายดังกล่าว หรือขยับสูงขึ้น เพื่อสร้างระยะห่างด้านรายได้กับนักศึกษาจบใหม่
กิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ความเห็นว่า ในเชิงการบริหารจัดการภายในของหลายองค์กร คงต้องมีการปรับให้สอดรับกับนโยบายฐานเงินเดือนใหม่ เพื่อลดการขาดแคลนบุคลากร จากความรู้สึกอยากหางานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่า
สำหรับสัมมากร คงต้องพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างเงินเดือน แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเช่นกัน โดยเชื่อว่าหลายองค์กรจะเลือกใช้วิธีการไม่ปรับลดคน แต่ไม่เพิ่มคน เพื่อยังคงให้ภาพรวมต้นทุนเงินเดือนไม่เพิ่มขึ้นมากนัก
ส่วนงานก่อสร้าง ยังคงมีปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลนต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่บรรยากาศโดยรวมของพม่ามีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้แรงงานพม่าในไทยจำนวนมากที่กลับพม่าไปในช่วงน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ไม่กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อสร้างของไทยอีก ประเด็นนี้ คงต้องมีการนำเทคโนโลยีก่อสร้าง เช่น ชิ้นส่วนสำเร็จรูปเข้ามาแก้ปัญหามากขึ้น
ปัญหาแรงงาน บุคลากรขาดแคลน ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งถูกพูดถึง แต่เป็นเรื่องเก่าที่เล่าใหม่บ่อยครั้งขึ้น จากระดับ “ปัญหา” วันนี้ภาวะดังกล่าวได้กลายเป็น “วิกฤต” ที่ภาครัฐควรหันมาให้ความสนใจสิ่งที่เอกชนพยายามส่งสัญญาณ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นเบอร์หนึ่งของประเทศที่น่าเข้ามาลงทุนในอาเซียน







