
ทีโอเอตะลุยอาเซียน ชิงนำตลาดสีภูมิภาค
ทีโอเอเพ้นท์ หวังขึ้นแท่นผู้นำสีในอาเซียนรับเปิดเออีซี หลังซุ่มตั้งโรงงานสีแล้ว 6 ประเทศ ตั้งเป้ากวาด 5,000 ล้าน
ทีโอเอเพ้นท์ หวังขึ้นแท่นผู้นำสีในอาเซียนรับเปิดเออีซี หลังซุ่มตั้งโรงงานสีแล้ว 6 ประเทศ ตั้งเป้ากวาด 5,000 ล้าน
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในตลาดสีอันดับหนึ่งของอาเซียน หลังการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งทำให้เกิดตลาดขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าว่าจะมียอดขายจากตลาดต่างประเทศประมาณ 5,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายการลงทุน โดยการตั้งโรงงานในหลายประเทศ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ลาว กัมพูชา จีน และอินเดีย และยังมองหาโอกาสที่จะขยายตลาดเพิ่มในประเทศสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน ขณะเดียวกันได้มีการพัฒนาบุคลากรเพื่อไปประจำในตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
ขณะที่แผนตลาดในประเทศ ปีนี้บริษัทจะเน้นให้ความสำคัญกับตลาดต่างจังหวัดเนื่องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายได้ขยายไปลงทุนโครงการในต่างจังหวัดมากขึ้น โดยจะมีการขยายตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นอีก300-400 ราย จากที่มีอยู่กว่า 4,000 ราย
อย่างไรตามทิศทางตลาดสีทาอาคารในปีนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ผ่านวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ครึ่งปีหลังแรกของปีนี้ สัดส่วนการใช้สีในกลุ่มบ้านสร้างใหม่ และบ้านเก่าจะมีสัดส่วนเท่ากัน จากปีก่อนสัดส่วนการใช้ทาอาคารกับกลุ่มบ้านใหม่มีจำนวน 30% บ้านเก่า 70% โดยปีที่ผ่านมาตลาดรวมสีทาอาคารมีมูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 10%
สำหรับปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายสีในประเทศรวม 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโตเท่ากับตลาดที่ 10% และมียอดขายจากตลาดต่างประเทศอีก 2,000 ล้านบาท โดยวางเป้าในปีนี้ การเติบโตในประเทศจะมีจำนวน 16% หรือมียอดขาย 1.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายจากตลาดต่างประเทศตั้งไว้ที่ 2,000 ล้านบาท รวมยอดขายทั้งสิ้น 1.6 หมื่นล้านบาท
นายจตุภัทร์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ได้มีการทยอยปรับราคาสีขึ้น 5-10% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีรุ่นใหม่ที่ออกทำตลาด เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบได้ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะจากน้ำมันและไทเทเนียมไดออกไซด์ส่วนในปีนี้แม้ภาครัฐมีนโยบายปรับค่าแรงขึ้นเป็นวันละ 300 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เป็นปัจจัยที่มากระทบข้าง แต่มาตรการลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 23 ไม่น่าจะกระทบกับธุรกิจมากนัก







