
ยาสูบตั้งเป้ายกฐานะเป็นนิติบุคคลปีนี้
"โรงงานยาสูบ"ตั้งธงปีนี้ยกฐานะเป็น "นิติบุคคล" สำเร็จ หวังบริหารงานคล่องตัว เตรียมพร้อมสู้บุหรี่นอก
"โรงงานยาสูบ"ตั้งธงปีนี้ยกฐานะเป็น "นิติบุคคล" สำเร็จ หวังบริหารงานคล่องตัว เตรียมพร้อมสู้บุหรี่นอก
นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เปิดเผยว่า โรงงานยาสูบได้เชิญกฤษฎีกาและอัยการให้มาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายในการเดินหน้ายกฐานะองค์กรให้เป็นนิติบุคคลโดยตั้งเป้าหมายหาข้อสรุปทางด้านกฎหมายภายใน 3 เดือน เพื่อเร่งนำข้อสรุปเสนอให้คณะรัฐมนตรี( ครม. ) พิจารณา คาดว่าภายในปี 2555 จะสามารถเดินหน้าเรื่องการยกฐานะโรงงานยาสูบเป็นนิติบุคคลได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งไว้
สำหรับแนวทางการพิจารณาเรื่องร่างกฎหมายมี 3 ทางเลือกได้แก่ การยกร่างเป็นพระราชบัญญัติหรือ พ.ร.บ. ซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลานานกว่าแบบอื่นเพราะต้องผ่านขั้นตอนสภาอาจใช้เวลานาน 2 -3 ปี โดยจะต้องเปลี่ยนชื่อโรงานยาสูบ เป็น การยาสูบ เช่นเดียวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนทางเลือกที่ 2 ได้แก่ การออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือ พ.ร.ฎ.รูปแบบนี้จะเร็วกว่าแบบแรก และต้องเแลี่ยนชื่อใหม่เป็นองค์การยาสูบ แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องการออกกฎหมายรองรับกับทรัพย์สิน ขณะที่รูปแบบที่ 3 คือการออกในรูปของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ. ร่วมทุน วิธีการนี้จะต้องเปลี่ยนชื่อใหมเป็น บริษัท รยส. จำกัด
ทั้งนี้การยกระดับเป็นนิติบุคคล ยังคงมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น 100 % ซึ่งข้อดีของการเป็นนิติบุคคลจะให้การบริหารงานของคล่องตัว ไม่ต้องขอรับนโยบายจากกระทรวงการคลังทุกเรื่อง แต่เปลี่ยนเป็นการขอมติที่ประชุม
คณะกรรมการแทน ทำให้ปรับระเบียบต่างๆในการต่อสู้คู่แข่งคือบุหรี่ต่างชาติได้คล่องตัวมากขึ้น รวมถึงการยกระดับเป็นนิติบบุคคลทำให้ไม่รับภาระทางภาษีแทนผู้ค้าส่งทั้งในระดับ ป.1 , ป.2 และ ป.3 และยังสามารถขยายงานด้านอื่นๆ เช่น เรื่องการรับจ้างผลิตบุหรี่ หรือการลงทุนซื้อเครื่องจักรสำหรับพิมพ์ซอง แสตมป์ได้เองจากปัจจุบันที่ต้องจ้างผลิต
นายต่อศักดิ์ กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการสร้างโรงงานแห่งใหม่ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกบริษัทที่ปรึกษาคือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กับบริษัททีม คอนซัล เพื่อมาศึกษาข้อดีข้อเสียของสถานที่ 2 แห่งคือ ที่อ. แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ และที่อ.เด่นชัย จ.แพร่ ตั้งเป้าภายใน 2 เดือน นำข้อสรุปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาต่อไป
ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะกรรมการที่เห็นว่าให้ควรมีการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่อีกที่หนึ่งในภาคเหนือเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมจากโรงงานที่นิคมอุตสหากรรมโรจนะ จ.อยุธยา ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างไปบางส่วน และเห็นว่าน่ามีการลดขนาดโครงการลง และแบ่งกำลังการผลิตไปยังโรงแห่งใหม่ในภาคเหนือ เดิมกำหนดวงเงินลงทุนเบื้องต้นไว้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจจะลดวงเงินลงตามขนาดโครงการที่ลดลง และคาดว่าการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่น่าจะใช้เงินอีกไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันโรงงานยาสูบได้กันเงินรายได้ไว้ก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ได้กว่า 1.2 หมื่นล้านบาทแล้ว
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2554 มียอดขายกว่า 7 หมื่นล้านบาท หรือ 3.2 หมื่นล้านมวน เมื่อหักภาษีต่างๆ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรแสตมป์ยาสูบของสรรพสามิต ภาษีองค์การบริหารส่วนจังหวัดและการส่งเงินเข้ากองทุน สสส.แล้วเหลือเป็นกำไร 5,800 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ต้องนำรายได้ส่งเข้าคลังอีก 60% คิดเป็นเงินประมาณ 3,000 ล้านบาทส่งผลให้คงเหลือกำไรสุทธิประมาณ 2,800 ล้านบาท ส่วนแผนในปี 2555 ตั้งเป้าหมายอดขายและกำไรเท่าเดิม โดยส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบันพบว่าบุหรี่ต่างประเทศเข้ามากินส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณ 20 % และด้านยอดขายประมาณ 25 %







