
กรุงศรีฯโอนบัญชีลูกค้าเอชเอสบีซีมี.ค.นี้
กรุงศรีฯ เตรียมโอนบัญชีลูกค้าเงินฝาก-สินเชื่อบุคคลจากเอชเอสบีซี มี.ค.นี้ ส่วนบัตรเครดิตต้องรอถึง พ.ย.
กรุงศรีฯ เตรียมโอนบัญชีลูกค้าเงินฝาก-สินเชื่อบุคคลจากเอชเอสบีซี มี.ค.นี้ ส่วนบัตรเครดิตต้องรอถึง พ.ย.
นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อขอรับโอนบัญชีลูกค้าเงินฝากและสินเชื่อบุคคลจากธนาคารเอชเอสบีซีเข้ามาเป็นลูกค้าของธนาคาร หลังจากธนาคารได้เข้าซื้อพอร์ตลูกค้ารายย่อยของธนาคารเอชเอสบีซี คิดเป็นสินทรัพย์รวมประมาณ 1.34 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จหลังเดือน มี.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินเชื่อบัตรเครดิตที่มีมูลค่าสูงถึง 9 พันล้านบาทนั้น จะมีการโอนภายหลังในช่วงเดือน พ.ย. เนื่องจากขณะนี้ยังมีแคมเปญและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ทำขึ้นในสมัยของธนาคารเอชเอสบีซีติดค้างอยู่ นอกจากนี้ธนาคารเองก็อยู่ระหว่างเร่งทำพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าพอใจกับสิทธิประโยชน์ของบัตรใหม่
“ลูกค้าบัตรเครดิตเอชเอสบีซีเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะดี จึงต้องใช้เวลานานหน่อยเพื่อให้เขาพอใจกับสิทธิประโยชน์บัตรใหม่ ซึ่งเรายืนยันว่าสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับจะดีขึ้น ส่วนแคมเปญเดิมที่ยังมีอยู่ก็จะรันต่อไปจนจบ”นายฟิลิป กล่าว
นายฟิลิป กล่าวว่า การเข้าซื้อธุรกิจในครั้งนี้ส่งผลให้ธนาคารมีฐานบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอีก 5 แสนใบ หรือมีฐานบัตรรวมเพิ่มขึ้นสูงกว่า 5 ล้านใบสูงที่สุดในตลาด ซึ่งทำให้ธนาคารมีอำนาจต่อรองกับพันธมิตรมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นผู้เล่นในตลาดที่มีความชำนาญในลูกค้าบัตรเครดิตทุกระดับ
“ยอมรับว่าเรายังมีความสนใจเข้าซื้อธุรกิจรายย่อยเพิ่มเติม หากมีโอกาสที่เหมาะสมเช่นเดียวกับของเอสเอชบีซี ที่เป็นพอร์ตคุณภาพดีและเข้ากับธุรกิจของธนาคาร ซึ่งธุรกิจที่น่าสนใจคงจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อบุคคล”นายฟิลิปกล่าว
นายสุขดี จงมั่นคง กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า นอกจากการโอนบัญชีของลูกค้าเข้ามาแล้ว ในเร็วๆนี้ธนาคารจะมีการโอนพนักงานในส่วนที่ดูแลธุรกิจรายย่อยของธนาคารเอชเอสบีซีกว่า 300 คน เข้ามาเป็นพนักงานของธนาคารด้วยเพื่อให้การดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
นายสุขดี กล่าวว่า ธนาคารต้องการขยายธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลในปีนี้เอาไว้ค่อนข้างสูง โดยตั้งเป้าการเติบโตในแง่การเพิ่มยอดการใช้จ่ายไว้สูงถึง 16 % หรือประมาณ 2.16 แสนล้านบาท และการขยายฐานบัตรที่ตั้งเป้าไว้ 17 % หรือเพิ่มขึ้นถึง 8 แสนใบ จาก 4.8 ล้านใบเป็น 5.6 ล้านใบ จึงจำเป็นต้องขยายการเติบโตทั้งจากภายในและภายนอก







