
สมคิดชี้ไทยอมโรคถอยหลังลงคลอง
“สมคิด” ชี้ไทยอมโรคร้าย ทั้งการเมือง คอร์รัปชัน และปัญหายากจน ฉุดไทยถอยหลัง ถูกเทียบเท่ากับพม่า
“สมคิด” ชี้ไทยอมโรคร้าย ทั้งการเมือง คอร์รัปชัน และปัญหายากจน ฉุดไทยถอยหลัง ถูกเทียบเท่ากับพม่า
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานมอบเข็มและเกียรติคุณนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นประจำปี 2553-2554 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย และมูลนิธิสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยประสบกับโรคร้ายหลายประเภท ทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ยาก
สำหรับโรคที่ประเทศไทยประสบอยู่ มีทั้งโรคเห็นคนอื่นเป็นศัตรู คุยกันเองไม่รู้เรื่อง โรคเฉื่อยชาไม่ยอมรับรู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังเป็นโรคปัญหาคอร์รัปชันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และโรคความยากจนที่มีอยู่จำนวนมาก ทำให้คนยากไร้ของสังคมรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง
นายสมคิด กล่าวว่า โรคที่ร้ายที่สุดคือ การเมือง ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นยาก ก็เพราะประชาชนไม่ได้รับการพัฒนา จึงยังไม่เข้าใจในสิทธิและหน้าที่ เปรียบเสมือนการใส่เสื้อสูทของคน โดยที่ไม่รู้ว่าสูทตัวนี้ใส่แล้วต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง
ทั้งนี้ นายสมคิด มองว่าเมื่อภาคประชาชนอ่อนแอการพัฒนาประเทศ จึงก็ไม่เกิดนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งร้ายที่ทำให้หลายอย่างไม่ทำงานตามธรรมชาติ และหากยังไม่เร่งรักษาโรคหรือแก้ไขปัญหาข้างต้น ประเทศไทยก็จะยิ่งถดถอยลง
สำหรับสิ่งที่สะท้อนความถดถอยของไทยในเวลานี้คือ ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ที่ล่าสุดตกมาอยู่ในอันดับที่ 39 จากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 33 ในปี 2005 ต่างจากประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียที่อันดับดีขึ้นจาก 25 มาอยู่ที่ 21 และประเทศอินโดนีเซียก็มีพัฒนาการดีขึ้นจากอันดับที่ 60 มาอยู่ที่ 46 และเมื่อสถานะของประเทศถดถอย ศักดิ์ศรีของประเทศไทยในต่างประเทศก็เริ่มถดถอยลงตามมาด้วย
ดังจะเห็นได้จากข้อมูลในวารสารฉบับหนึ่งที่ประเทศเกาหลีใต้ เริ่มเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศพม่าที่พึ่งเปิดประเทศเพียงไม่นาน ดังนั้นทุกคนจึงต้องหันมาให้ความสนใจรับรู้ในปัญญาเหล่านี้ เลิกคิดทะเลาะเบาะแว้งกัน ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชนต้องช่วยกันหาทางให้สังคมไทยพัฒนาเป็นสังคมที่ใช้สติปัญญาให้ได้
อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลออกไปให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับชาวต่างประเทศ เพราะการอ้างว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในอาเซียน หรืออ้างเพียงแต่ข้อมูลในด้านดี ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วยังมีปัญหาเรื่องน้ำท่วม หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจะทำให้ชาวต่างชาติเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี โดยเชื่อว่านักลงทุนชาวต่างชาติต้องการรับฟังความจริง วิธีการปรับปรุงแก้ไขและพัฒนามากกว่า







