
เมเจอร์ขึ้นตั๋วหนังดัง20บ.
คิดตามฟอร์มหนังใหญ่-กลาง-เล็กคาดสิ้นปีฟาดรายได้โตกว่าเป้าที่ตั้ง
คิดตามฟอร์มหนังใหญ่-กลาง-เล็กคาดสิ้นปีฟาดรายได้โตกว่าเป้าที่ตั้ง
เมเจอร์ชูแผนขายตั๋วหนัง ตามฟอร์มใหญ่เล็ก หลังราคาตั๋วขึ้นเฉลี่ย 35% ล่าสุดจับมือเคาน์เตอร์เซอร์วิสเพิ่มช่องทางขาย หวังโกยรายได้โต 15-20%
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า บริษัทจะเริ่มใช้นโยบายการปรับราคาตามหน้าหนัง หรือแบ่งราคาขายตั๋วตามฟอร์มหนัง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตั๋วหนังฟอร์มใหญ่ กลาง และเล็ก มีราคาขายแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อตั๋วหนังมากขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าภาพรวมราคาตั๋วหนังจะปรับราคาขึ้นประมาณ 35% ตามต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าจ้างขั้นต่ำ ภาวะเงินเฟ้อ และค่าเช่าพื้นที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายตั๋วหนังราคาเฉลี่ยที่ประมาณ 140 บาท ถ้าหากเป็นหนังฟอร์มใหญ่จะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมา 10% หรือประมาณ 20 บาท แต่ถ้าหากเป็นหนัง 3 มิติ จะมีราคาสูงกว่า 2 มิติ ประมาณ 20% หรือประมาณ 50 บาท และหนัง 4 มิติ จะมีราคาตั๋วสูงกว่าที่นั่งปกติประมาณ 1 เท่าตัว ซึ่งภายหลังจากที่บริษัทได้เปิดตัวโรงหนัง 4 มิติ ไปในช่วงปีที่ผ่านมาปรากฏว่าได้รับผลการตอบรับที่ดีมาก ดังนั้นในปีนี้บริษัทมีแผนเปิดโรงหนัง 4 มิติ เพิ่มอีก 1 โรง จากแผนการเปิดโรงหนังใหม่จำนวน 50 โรงในปีนี้ ภายในงบลงทุน 500 ล้านบาท
ล่าสุด บริษัทได้เพิ่มช่องทางขายตั๋วผ่านบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นและจุดบริการอื่นๆ รวมกว่า 8,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากขยายช่องทางบริการใหม่ดังกล่าวบริษัทเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากลูกค้าไม่ต้องการไปรอซื้อตั๋วจากหน้าโรงภาพยนตร์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโรงหนังจำนวน 53 สาขา
“การซื้อตั๋วผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะสามารถใช้ได้กับภาพยนตร์ที่เข้าฉายวันต่อวันเท่านั้น ซึ่งเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะคิดค่าบริการเพิ่มประมาณ 10 บาท ในช่วง 3 เดือนแรกที่เริ่มการให้บริการ หลังจากนั้นจะปรับขึ้นเป็น 15 บาท” นายวิชา กล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่บริษัทขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องคาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 15-20% ขณะที่ปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโต 24% สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทปิดโรงหนังไปไม่ต่ำกว่า 100 โรง ซึ่งหากไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวบริษัทจะมีการเติบโตสูงถึง 40%







