
การลงโทษนักโทษยาเสพติด
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด (ศพส.)
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด (ศพส.)
โดย..เดชา กิตติวิทยานันท์
เสนอแนวทางแก้กฎหมายเร่งประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายที่ส่งสัญญาณว่าจะมีการประกาศสงครามยาเสพติดกับผู้ค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง
ทนายคลายทุกข์ไม่เห็นด้วยในการแก้กฎหมายให้เร่งประหารชีวิตนักโทษในคดียาเสพติด เพราะไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่จะเป็นการจุดไฟให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรงซึ่งกันและกัน เพราะมีเดิมพันคือ “โทษประหารชีวิต” และเชื่อว่าการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในอนาคตจะมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น ทั้งฝ่ายตำรวจและผู้ค้ายาเสพติด เพราะผู้ค้ายาถ้าถูกจับได้จะต้องถูกประหารชีวิต จึงอาจมีการฆ่าเจ้าพนักงานมากขึ้นในขณะจับกุม ทนายคลายทุกข์เห็นว่ารัฐควรให้น้ำหนักไปที่เรื่องการป้องกันและปราบปรามอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ต้องไม่ใช่เป็นผู้การกระทำความผิดเสียเอง หรือเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังพวกค้ายา
1.คดียาเสพติดจำเลยรับสารภาพ ศาลพิพากษาได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐาน
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 13 ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดหรือคดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตลอดชีวิต หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง
2.คดียาเสพติดถึงที่สุดที่ศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เฉพาะการกระทำซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เป็นที่สุด
ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคแรก
3.ต้องประหารชีวิตเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันฟังคำพิพากษา
หลักคดีที่จำเลยต้องประหารชีวิต ห้ามมิให้บังคับตามคำพิพากษา จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใน ป.วิ.อ. ว่าด้วยอภัยโทษแล้ว (ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ประกอบมาตรา 247)
และตาม ป.วิ.อ.ม.262 เมื่อคดีถึงที่สุด ผู้ใดต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันฟังคำพิพากษา เว้นแต่ในกรณีที่มีการถวายเรื่องราวหรือคำแนะนำขอให้พระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 261 ก็ให้ทุเลาการประหารชีวิตไว้จนกว่าจะพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถวายเรื่องราวหรือคำแนะนำขึ้นไปนั้น แต่ถ้าทรงยกเรื่องราวนั้นเสีย ก็ให้จัดการประหารชีวิตก่อนกำหนดนี้ได้
วรรคสองแห่งมาตรา 262 เรื่องราวหรือคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตให้ถวายได้ครั้งเดียวเท่านั้น
4.การขอพระราชทานอภัยโทษ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 261 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรพระราชทานอภัยโทษหรือไม่
ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดถวายเรื่องราว ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นเป็นการสมควร จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษานั้นก็ได้
มาตรา 262 ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 247 และ 248 เมื่อคดีถึงที่สุด ผู้ใดต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิต ให้เจ้าหน้าที่นำตัวผู้นั้นไปประหารชีวิตเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันฟังคำพิพากษา เว้นแต่ในกรณีที่มีการถวายเรื่องราวหรือคำแนะนำขอให้พระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 261 ก็ให้ทุเลาการประหารชีวิตไว้จนกว่าจะพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถวายเรื่องราวหรือคำแนะนำขึ้นไปนั้น แต่ถ้าทรงยกเรื่องราวนั้นเสีย ก็ให้จัดการประหารชีวิตก่อนกำหนดนี้ได้
เรื่องราวหรือคำแนะนำขอพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตให้ถวายได้แต่ครั้งเดียวเท่านั้น
5.ประหารชีวิตไม่ได้จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยอภัยโทษ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 247 คดีที่จำเลยต้องประหารชีวิต ห้ามมิให้บังคับตามคำพิพากษา จนกว่าจะได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยอภัยโทษแล้ว
หญิงใดจะต้องประหารชีวิต ถ้ามีครรภ์อยู่ ให้รอไว้จนพ้นกำหนดสามปีนับแต่คลอดบุตรแล้ว ให้ลดโทษประหารชีวิตลงเหลือจำคุกตลอดชีวิต เว้นแต่เมื่อบุตรถึงแก่ความตายก่อนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ในระหว่างสามปีนับแต่คลอดบุตร ให้หญิงนั้นเลี้ยงดูบุตรตามความเหมาะสมในสถานที่ที่สมควรแก่การเลี้ยงดูบุตรภายในเรือนจำ
การประหารชีวิตให้ประหาร ณ ตำบลและเวลาที่เจ้าหน้าที่ในการนั้นจะเห็นสมควร







