
หุ้นฟื้นจากน้ำท่วม
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2554 บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรงอ่อนแอลงมาก
ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2554 บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมรุนแรงอ่อนแอลงมาก
หลายบริษัทประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในรอบ 50 ปี ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2554 (เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2554) ลดลงอย่างรุนแรงหรือบางบริษัทขาดทุนสุทธิ เนื่องจากโรงงานถูกน้ำท่วม ลูกค้าเลื่อนการรับมอบสินค้าเพราะมีปัญหาห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Disruption) การขนส่งวัตถุดิบและสินค้าไม่สะดวก เพราะเส้นทางการขนส่งถูกตัดขาดช่วงน้ำท่วม เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังต้องมีการบันทึกความเสียหายจากการถูกน้ำท่วมไปก่อน แล้วค่อยรับรู้รายได้ค่าสินไหมทดแทนทั้งในเรื่องความเสียหายของโรงงานและความเสียหายทางธุรกิจ (Business Interuption : BI) ในปี 2555
แต่ในไตรมาสแรก ปี 2555 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเริ่มมีการฟื้นตัว โดยกลับมาผลิตได้ในอัตรา 5060% ทั้งนี้โรงงานบางแห่งมีการฟื้นตัวได้เร็ว แต่บางแห่งฟื้นตัวช้าเพราะต้องรอสั่งซื้อเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ที่ซ่อมแซมไม่ได้เข้ามาใหม่ และต้องมีระยะเวลาในการทดสอบเครื่องจักร (Test Run) ก่อนการผลิตเชิงพาณิชย์จริงในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งขึ้นกับธุรกิจว่าจะใช้เวลา Test Run นานแค่ไหน
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คาดว่าการใช้กำลังการผลิตของบริษัทเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 7080% ได้ในไตรมาส 2 ปี 2555 และกลับสู่ภาวะปกติได้ในไตรมาส 3 ปี 2555 เป็นต้นไป รวมทั้งบริษัทต่างๆ จะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันเข้ามาด้วย ทั้งนี้มีสมมติฐานว่าจะไม่มีปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติรุนแรงเกิดขึ้นในปีนี้อีก
สำหรับคำสั่งซื้อในประเทศและจากต่างประเทศยังแข็งแกร่ง สำหรับคำสั่งซื้อในประเทศมีการอ่อนตัวลงแรงในช่วงน้ำท่วม แต่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็ว เพราะความต้องการที่ยังคงมีอยู่ อัตราการจ้างงานยังอยู่ในระดับสูงมาก โดยอัตราการว่างงานของไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท.รายงานล่าสุดอยู่ที่เพียง 0.8% แนวโน้มรายได้ในภาคเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลมีโครงการประกันราคาข้าว ยางพารา เป็นต้น รวมทั้งมีโครงการกองทุนหมู่บ้านด้วย
นอกจากนั้นอัตราดอกเบี้ยยังต่ำ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยหลังเกิดน้ำท่วมมา 2 รอบ รอบละ 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายซื้อคืนพันธบัตร (R/P) 1 วันปัจจุบันลงมาที่ 3.00% ด้านคำสั่งซื้อจากต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นหลังการผลิตพลิกฟื้นกลับมา แต่จะแข็งแกร่งน้อยกว่าความต้องการในประเทศ เนื่องจากส่วนหนึ่งถูกลดทอนไปด้วยอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ทั้งนี้คำสั่งซื้อในประเทศและจากต่างประเทศ 3 เดือนข้างหน้าได้ปรับขึ้นสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ามีการขยายตัวความเชื่อมั่นทางการลงทุนและการผลิตปรับตัวดีขึ้น
เดือน ธ.ค. 2554 ดัชนีความเชื่อมั่นทางการลงทุนทั้งในปัจจุบัน และใน 3 เดือนข้างหน้าได้ปรับขึ้นสูงกว่าระดับ 50 แต่ยังต่ำกว่าช่วงปกติเล็กน้อย ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นด้านการผลิตทั้งในปัจจุบันและใน 3 เดือนข้างหน้าได้ปรับขึ้นสูงกว่าระดับ 50 เช่นกัน และดัชนีการผลิตใน 3 เดือนข้างหน้าได้ปรับขึ้นกลับไปที่ระดับปกติแล้ว ซึ่งส่วนนี้ทำให้คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนสามารถฟื้นตัวและกลับสู่ภาวะปกติได้ในอีก 36 เดือนข้างหน้า
ดัชนีความเชื่อมั่นทางการลงทุนทั้งในปัจจุบันและ 3 เดือนข้างหน้าสูงกว่า 50 แรงกระตุ้นทางการคลังมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจปี 2555 โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 3.5 แสนล้านบาท รวมทั้งยังมีโครงการบริหารจัดการน้ำระยะ 3 ปี มูลค่า 3.5 แสนล้านบาทด้วย (ซึ่ง ธปท.คาดการณ์ว่าเม็ดเงินส่วนนี้จะเข้ามาในระบบปี 2555 ประมาณ 10% โดยอิงกับการเบิกจ่ายงบประมาณของโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลก่อน) รวมทั้งรัฐวิสาหกิจมีการลงทุนเพิ่มด้วย
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อปี 2555-2556 อ่อนลง โดยปัจจัยเสี่ยงด้านลบต่อเงินเฟ้อพอๆ กับด้านบวก โดยด้านลบ คือการที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกอาจต่ำกว่าคาด แรงกดดันด้านความต้องการในต่างประเทศมีน้อยเพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัวลง ส่วนด้านบวกเป็นการที่เศรษฐกิจในประเทศอาจฟื้นตัวดีกว่าคาดและการเร่งจับจ่ายใช้สอยและลงทุนของรัฐบาล ทาง ธปท.คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2555 จะอยู่ที่ 3.2% ลดลงจาก 3.8% ในปี 2554 และอ่อนลงต่อเป็น 2.9% ในปี 2556
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สแนะกลยุทธ์การลงทุน เลือกซื้อกลุ่มฟื้นตัวจากการที่เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ดีและเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2554 เป็นต้นไป เพราะความต้องการในประเทศจะเติบโตได้ดีขึ้น รัฐบาลจับจ่ายและลงทุนมากขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงน้อยลงทำให้ ธปท.สามารถคงนโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อไป
ดังนั้นผลประกอบการของธุรกิจที่ถูกกระทบจากปัญหาน้ำท่วมก็มีโอกาสที่จะฟื้นตัวขึ้นได้ในปี 2555 และหลักทรัพย์ที่มีฐานกำไรต่ำในปีก่อนก็มีโอกาสที่จะเติบโตก้าวกระโดดได้ในปีนี้ ซึ่งหลักทรัพย์ที่อยู่ในที่ทางทีมกลยุทธ์ รายย่อย บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สมีความเห็นว่าเป็นหุ้นฟื้นตัวและน่าสนใจลงทุน ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล (LHK) บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) บริษัท ไรมอนแลนด์ (RAIMON) และบริษัท การบินไทย (THAI)







