
แต่งงานกันไหม..
และแล้วเดือน ก.พ. ที่เป็นเดือนแห่งความรักก็กลับมาเยือนเราอีกครั้งหนึ่ง
และแล้วเดือน ก.พ. ที่เป็นเดือนแห่งความรักก็กลับมาเยือนเราอีกครั้งหนึ่ง
หลายคู่รักวางแผนไว้ว่าจะแต่งงานกันในเดือนนี้ หรือวางแผนครอบครัวเตรียมมีบุตรในปีมังกรทองนี้ รู้หรือไม่ว่า การแต่งงานและการมีบุตรก็สามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศได้เช่นกัน
เรื่องของเรื่องมาจากประเด็นหนึ่งที่เป็นที่น่ากังวลของประเทศไทย นั่นคือ การที่กำลังเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งหมายถึง โครงสร้างประชากรของประเทศมีสัดส่วนจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปี (วัยหลังเกษียณ) เพิ่มมากขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดทดแทนลดลง โดยประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากกว่า 10% มาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และได้รับความสนใจจากภาครัฐบาลและสังคมเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยสิ่งที่น่ากังวลของสังคมแบบ Aging Society ได้แก่
nการขาดแคลนประชากรวัยแรงงานในอนาคต โดยแรงงานนับเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการการผลิต ซึ่งอาจจะทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก (Labor Intensive) เช่น อัญมณี ภาคการเกษตร ภาคการบริการ
nระดับการบริโภคลดลง ซึ่งการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของ GDP ไทย เนื่องด้วยคนวัยเกษียณมีรายได้ลดลง ประกอบกับการบริโภคลดลงตามวัย ซึ่งจะส่งผลลบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้
nการลดของเงินออมและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากฐานภาษีที่ถือเป็นรายรับของรัฐบาลจะเล็กลงจากการลดลงของจำนวนแรงงานในระบบ ทำให้เงินในระบบไม่เพียงพอที่จะใช้ในการใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ทำให้ประเทศต้องกู้ยืมจากแหล่งเงินทุนภายนอกเพื่อมาทดแทนเงินออมที่หายไป โดยหากแนวโน้มประชากรยังคงเป็น Aging Society ต่อไป อาจส่งผลถึงภาระหนี้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตอีกด้วย
nภาระในการดูแลผู้สูงอายุของรัฐบาลและสังคม จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงอัตราการพึ่งพิง (Dependency Ratio) คิดเฉพาะในส่วนของจำนวนผู้สูงอายุต่อแรงงาน 1 คน พบว่าในปี 2553 แรงงาน 1 คน ต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุ 0.18 คน ในปี 2563 และ 2573 คาดว่าสัดส่วนนี้จะกลายเป็น 0.27 และ 0.41 ตามลำดับ ส่งผลให้รัฐบาลต้องส่งเสริมและสนับสนุนในเรื่องการออมระยะยาวออกมา ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) เพื่อทำให้คนเหล่านี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ในอนาคตหลังเกษียณ เป็นการลดภาระของรัฐบาลได้อีกทางหนึ่ง
ทางแก้ปัญหาในระยะสั้น ได้แก่ การนำเข้าแรงงานจากต่างชาติ แต่ทางออกนี้อาจเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากหลายประเทศก็กำลังประสบภาวะ Aging Society คล้ายกับไทยเช่นกัน ดังนั้นการที่จะดึงแรงงานจากต่างชาติเข้ามาในประเทศได้นั้น ไทยจะต้องมีการพัฒนาในหลายด้านเพื่อให้เป็นที่น่าดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานค่าจ้าง ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ ทางแก้ปัญหาระยะกลางและระยะยาว คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตต่อหน่วยแรงงาน (Labor Productivity) โดยการอบรมเพิ่มทักษะของแรงงาน ประกอบกับการเพิ่มการใช้งานเครื่องจักรให้มากขึ้น รวมถึงการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ทำงานทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปได้ อีกทางเลือกที่สำคัญ คือ การเพิ่มอัตราการเกิด เพื่อจะเพิ่มประชากรวัยแรงงานในอนาคต ซึ่งเป็นทางที่เราทุกคนทำได้ และยังเป็นทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน
เห็นอย่างนี้แล้วมาแต่งงานและสร้างครอบครัวกันเถอะ ถือว่าช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ







