
ต่างชาติจ้องมองความสามารถบริหารศก.
กนง.แจงต่างชาติไม่มั่นใจในการดำเนินนโยบายการเงิน
กนง.แจงต่างชาติไม่มั่นใจในการดำเนินนโยบายการเงิน
นายศิริ การเจริญดี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจการเงินของไทยยังไม่ร้อนแรง ถึงนโยบายการเงินช่วงนี้จะมีผลต่อทิศทางในตลาดสถาบันการเงินน้อยลง และอาจจะมีผลต่อการดูแลเป้าหมายเงินเฟ้อในอนาคต แต่อัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นภัยต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน น่าจะยังพอมีเวลาให้ทุกภาคส่วนมีเวลาในการบริหารจัดการร่วมกันได้ เพราะโดยภาพรวมดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของไทยส่วนใหญ่ยังแข็งแกร่ง เศรษฐกิจน่าจะเดินต่อได้
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความน่าเชื่อถือของต่างชาติในการดำเนินนโยบายการเงินของไทย
“ในภาวะที่นโยบายการเงินส่งผลน้อยลง สิ่งที่น่าห่วงในระยะต่อไปคือ ความน่าเชื่อถือของต่างชาติ เพราะเท่าที่รับฟังแนวคิดของนายธนาคารใหญ่ในต่างประเทศ เช่น ผู้บริหารจากธนาคารซิตี้แบงก์ ที่นิวยอร์ก เขาจะให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจมาก ถ้าภาครัฐบริหารเศรษฐกิจได้ดี ถึงเศรษฐกิจไม่ดีเขาก็ยินดีให้กู้หรือร่วมมือด้วย ตรงกันข้ามถ้าประเทศไหนภาครัฐบริหารไม่ได้ ถึงเศรษฐกิจดีเขาก็ไม่ให้กู้ ไม่เชื่อถือ” นายศิริ กล่าว
ทั้งนี้ ที่ประชุม กนง.ได้มีข้อสังเกตในรายงานการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า การที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าธนาคารพาณิชย์มาก ซึ่งเป็นผลจากความเหลื่อมล้ำในด้านการแข่งขัน โดยเฉพาะความได้เปรียบในด้านการระดมทุน
“ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีข้อจำกัดมากขึ้นในการตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ย ทำให้การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์น้อยกว่าที่ควร จึงไม่สามารถช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนในการบูรณะฟื้นฟูได้เต็มที่” กนง.ระบุในรายงาน
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าหากมีการเรียกเก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยที่ไม่จัดเก็บจากธนาคารเฉพาะกิจภาครัฐด้วย จะทำให้ต้นทุนระหว่างธนาคารห่างออกจากกัน และเงินฝากไหลไปอยู่กับธนาคารภาครัฐมากขึ้น ซึ่งน่ากังวลว่าจะส่งผลให้นโยบายทางการเงินไร้ประสิทธิภาพ เพราะคุมระบบได้เพียงครึ่งเดียว
“นโยบายการเงินที่แบ่งเป็นสองระบบประสิทธิภาพก็ต้องออกมาแบบลุ่มๆ ดอนๆ ตอนนี้แบงก์รัฐที่มีส่วนแบ่ง 30% ก็อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว หากมีการจัดเก็บเงินนำส่งจากธนาคารพาณิชย์เพิ่มสัดส่วนตรงนี้ก็มากขึ้น ดังนั้นควรจะมีใครเข้ามาดูระบบและโครงสร้างเพื่อให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพ” นายโฆสิต กล่าว







